park

Park Life

posted on 05 Feb 2009 13:29 by deomagazine
เสียงท่อนสร้อยของเพลง parklife ที่ว่า All the people So many people And they all go hand in hand Hand in hand through their parklife. ของวง blur ที่ผมฝากตัวเป็นแฟนเพลงเมื่อครั้งยังเป็นวัยเด็กรุ่น แว่วแวบเข้ามาในใจผมทุกครั้ง แม้ผมจะใช่กูรูผู้แปลความหมายของเพลงที่ไม่ใช่ภาษาพ่อแม่เข้าใจปรุโปร่งทั้งหมด (เข้าใจว่าความหมายของเพลงประชดประชันเรื่องวิถีชีวิตแบบอเมริกันชนน่ะ) แต่ผมติดใจกับคำว่า Parklife จังเลย ผมแลเห็น คุณพี่ คุณน้อง คุณป้า เต้นแอโรบิกกันโหยงเหยงท่ามกลางเสียงเพลงให้จังหวะที่กระหึ่มเร้าใจวัยเต้น ทั้งแดนซ์อาร์ซีเอ ไปจนถึงสามช่ารีมิกซ์ อยู่ในลานสาธารณะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ลานจอดรถเล็กกระจ้อยของร้านสะดวกซื้อข้ามชาติขนาดใหญ่ไจแอนท์ ลานหน้าวัด หรือสนามของโรงเรียน ตอนย่ำค่ำภายหลังเสร็จภารกิจคนเมืองอันหนักหน่วง เช่นเดียวกับเมืองใหญ่ๆ หลายเมืองทั่วโลกที่เขาให้ความสำคัญกับการมีพื้นที่สาธารณะ หรือสวนสาธารณะเพื่อเป็นพื้นที่ปลูกต้นไม้ฟอกอากาศของเมืองใหญ่อย่างมาก เป็นส่วนสำคัญของการผ่อนคลายของผู้คนในระบบเมือง เป็นพื้นที่ทำกิจกรรมสาธารณะของชุมชน หรือแม้แต่หน่วยย่อยของสังคมอย่างครอบครัวก็สามารถใช้พื้นที่นี้ใช้เวลาร่วมกันในยามว่างวันหยุด ไม่ใช่ใช้เวลาว่างในการเดินทอดหุ่ยตามห้างสรรพสินค้าหรือโรงภาพยนตร์เหมือนในบ้านเรา เอ... หรือว่าเราไม่มีพื้นที่สาธารณะอื่นจะไปทำอย่างอื่นกัน เลยเลือกที่จะมุ่งหน้าเข้าห้างตากแอร์ดีกว่า ยกตัวอย่างเช่น บริเวณสวนสาธารณะ และลานอเนกประสงค์ริมน้ำใต้สะพานพระราม 8 ทุกเย็นจะมีเวทีนำเต้นแอโรบิกบนลานขนาดใหญ่ที่มีคนมากมายหลายวัยและเพศให้ความสนใจมาร่วมกิจกรรมออกกำลังกายหมู่กันเป็นจำนวนมาก ส่วนพื้นที่ส่วนหนึ่งของลานโล่งก็เป็นพื้นที่ของกลุ่มเด็กเล่นสเก๊ตบอร์ด จักรยาน หรือกลุ่มเด็กเต้น B-Boy ก็ยังมีที่ว่างสาธารณะให้แสดงออกในรูปแบบของตนกันถ้วนหน้า ช่างเป็นพื้นที่กิจกรรมสำคัญของคนฝั่งธนเสียจริง หรือครั้งหนึ่งผมไปงานศพที่วัดย่านพระประแดง บริเวณลานโล่งริมน้ำหน้าวัดเป็นพื้นปูคอนกรีตบล๊อกสภาพโกโรโกโส หลุดล่อนเป็นหลุมบ่อ แต่เมื่อตกเย็นก็ยังมีพี่ป้าน้าอามานั่งปิกนิกยามเย็น เตะบอล แม้กระทั่งวิ่งรอบลานแคบๆแห่งนี้ หรือนั่งดูพระอาทิตย์ตกดินประกอบกับวิวสะพานวงแหวนอุตสาหกรรมก็เข้าท่า แสดงว่าชาวบ้านเขาต้องการพื้นที่เป็นสวนสาธารณะหรือพื้นที่สาธารณะกันนี่นา ในขณะที่ความต้องการพื้นที่สาธาณะของประชากรชาวกรุงแสดงออกกันอย่างชัดแจ้งขนาดนี้ แต่ทิศทางการพัฒนาของเมืองกรุงนั้นไหลไปตามกระแสเมืองทุนสวนทางกับความต้องการมีวิถีชีวิตที่ดีของประชากรโดยสิ้นเชิง การพัฒนาพื้นที่ว่างในระดับเมืองไม่ได้มีการคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของคน หากแต่เป็นการตีมูลค่าของผืนดินหรือพื้นที่ว่างทุกตารางนิ้วเป็นเงินหรือมูลค่าทางธุรกิจเป็นหลักใหญ่ เป็นผลทำให้ตึกรามใหญ่โต คอนโดติดรถไฟฟ้า อาคารพาณิชย์กึ่งพักอาศัย ผุดขึ้นราวกับฟาร์มเห็ด หรืออาจจะมาจากสาเหตุพื้นฐานดั้งเดิมที่ว่าเมืองหลวงของเราไม่ได้มีการวางผังเมืองมาก่อนตั้งแต่ก่อร่างสร้างเมือง ทำให้การใช้สอยพื้นที่ของเมืองไม่เป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น ไม่ได้มีการแบ่งสรรพื้นที่ตามกระบวนการดำเนินชีวิตของคน พื้นที่อยู่อาศัยกับพื้นที่ธุรกิจค้าขายทำมาหากินซ้อนทับกันมั่ว จนไม่เหลือพื้นที่นันทนาการสันทนาการ ให้ใครได้ใช้หายใจ จนคุณภาพชีวิตที่ดีของชนชั้นทำงานในเมืองกลับกลายเป็นการได้อยู่คอนโดใกล้รถไฟฟ้าแล้วนั่งชื่นชมกับไม้กระถางบนระเบียงขนาด 1x2 เมตร ในขณะที่พื้นที่สีเขียวสาธารณะ หรือสวนสาธารณะก็ไม่ได้มีเพียงพอกับความต้องการของคนเมือง พื้นที่พักผ่อนของคนเมือง ณ ปัจจุบัน กลับกลายเป็นแอร์เย็นฉ่ำ ต้นไม้ปลอมสวยหรู ภายในอาคารผนังกระจกผืนยักษ์ท้าแดดตะวันตก กฎหมายสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ที่เป็นตัวกำหนดขนาดพื้นที่สีเขียว จำนวนต้นไม้ที่พึงมีในอาคารที่ก่อสร้างใหม่ ก็ทำกันแบบคร่าวๆ แถมใช้ข้อมูลอ้างอิงคุณสมบัติพืชพันธุ์ของต่างประเทศ มีทั้งช่องโหว่และรูรั่วให้อาคารสมัยใหม่หาทางหลบเลี่ยงหลุดรอดกันได้อย่างไม่ยากเย็น เหมือนที่ผู้รู้นั่งวิเคราะห์กันว่าในอนาคตชนชั้นทำมาหากิน หรือแรงงานในเมืองจะไม่มีสิทธิ์เป็นเจ้าของต้นไม้ จะมีแต่นายทุน นักบริหารและชนชั้นสูงเท่านั้นที่จะมีสิทธิ์มีพื้นที่ปลูกต้นไม้ใหญ่เป็นของตัวเอง คนรุ่นลูกหลานจะไม่พานพบกับพื้นที่ที่มีความเป็นสาธารณะหรือพื้นที่สีเขียวแม้แต่ตารางนิ้ว วันหนึ่ง ผมเหลือบไปเห็นป้ายโฆษณาเป็นแปลนอย่างคร่าวๆ บ่งถึงสวนสาธารณะแห่งใหม่ในย่านบางขุนนนท์ ใจผมสั่นเป็นเจ้าเข้า ดีใจจนไตเต้น ว้าว! ข้าพเจ้าและผองเพื่อนชาวธนบุรีกำลังจะมีพื้นที่สาธารณะกันแล้ว แถมอยู่ใกล้บ้านมากๆอีกด้วย ย่านฝั่งธนถิ่นสารวัตรเฉลิม (เหรอ?) เคยเป็นพื้นที่เกษตรกรรมเป็นส่วนมาก เหมือนบริเวณขอบเมืองที่ “ความเจริญ” ยังย่างเอื้อมไม่ถึง ชาวบ้านก็ทำมาหากินด้วยการทำสวนผักแบบยกร่อง เรื่องปริมาณพื้นที่สีเขียวเป็นเรื่องไม่น่าวิตก เพราะพื้นที่ฝั่งธนมีแต่บ้านกับสวน ถนนก็น้อย ตึกรามร้านตลาดก็ไม่มาก ที่ดินหลังบ้านย่านฝั่งธนบุรีของผมก็เช่นกัน มันเคยเป็นร่องสวน และเดชะบุญที่ห้องนอนของผมอยู่ติดกับพื้นที่สวนนั่นแหละ ผมได้ยินเสียงนกร้องน้ำไหลทุกเช้าเย็น อากาศก็ดีแม้จะเป็นหน้าร้อนอบอ้าว ความชุ่มชื้นจากต้นไม้น้อยใหญ่ก็ไม่ไหลไปห่างกาย จนไม่นานมานี้ก่อนยุค พ.ศ. พอเพียงนิดนึง มันถูกถมจนเรียบ ต้นไม้ ร่องสวน และน้ำ หายไปภายในพริบตา ฉิบหายแล้ว ร้อนสิครับ! มีแต่ดินแห้งๆ ลมหอบไอร้อนโคตรๆ กับฝุ่นปลิวเข้าห้องผมที่ไม่ติดแอร์ หน้าร้อนร้อนผิดปกติ จนต้องเอาน้ำราดตัวถึงจะนอนหลับตาลง ผมเคยคิดฝันเอาไว้แบบขำๆ ฮาๆ ว่า “ถ้ามีเงินสักสิบล้าน จะซื้อที่ดินหลังบ้านทำสวนสาธารณะ” แต่จะมาเอาอะไรกับคนที่มีเงินติดบัญชีแค่หลักพันอย่างผม งบประมาณนับหลายล้านของเมืองกรุงหมดไปกับการพัฒนาเพื่ออำนวยความสะดวกสบาย โดยเฉพาะในเรื่องการคมนาคมที่ขยายตัวเพื่อแก้ปัญหาระบบเมืองที่ปลายเหตุกันแบบหาจุดจบไม่เจอ จนตัวเงินไม่เหลือพอสำหรับจะพัฒนาพื้นที่รกร้างว่างเปล่าเป็นพื้นที่สวนสาธารณะ จนท้ายสุดแล้วพื้นที่เหล่านั้นก็จะตกไปอยู่ในมือของกลุ่มทุนเพื่อกอบโกยพลประโยชน์ทางธุรกิจตามระเบียบ ทิ้งชาวบ้านไว้ให้งมหาพื้นที่หายใจในเมืองแห่งความ “เจริญ” ต่อไป นาคร บูรพา