magazine

พ้นสมัย

posted on 17 Jan 2011 19:08 by deomagazine in ALIEN-ATE-YOU

ผมมีคอมพิวเตอร์ใช้ก่อนใครๆ ในรุ่นเดียวกัน ตั้งแต่สมัยอยู่ ป.6 พออยู่ ม.ต้น ผมก็สามารถซื้อชิ้นส่วนมาประกอบเข้าเคสเป็นพีซีหนึ่งเครื่องได้สบายๆ เรื่องซอฟท์แวร์ ฮาร์ดแวร์อัพเกรดไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ การรื้อซ่อมคอมฯก็ไม่เกินกำลัง  

            ตอนอยู่มหาวิทยาลัย ผมก็ยังถูกจัดว่าเป็นคน ‘เทรนดี้’ แม้ไม่ได้เก๋ระดับ ‘เทรนด์ เซ็ตเตอร์’ แต่ก็เรียกได้ว่าไม่ใช่คนตกยุค โดยเฉพาะเรื่องคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีก้าวเข้าสู่โลกอินเทอร์เน็ต ผมยังเกาะตามกระแสอยู่

             ใครบางคนเปรียบไว้ว่า ‘เทคโนโลยีเป็นเหมือนม้าให้มนุษย์ขี่’

            จนมาวันนึงผมรู้สึกว่าตัวเองตกจากหลังม้า แม้ไม่ถึงตาย แต่เมื่อต้องออกแรงวิ่งไล่ รู้สึกเหมือนมันจะวิ่งนำไปไกลโข

            ในขณะที่ใครๆ พูดถึงเรื่องรถไฟความเร็วสูง ผมก็ยังวิ่งไล่ตามม้าตัวเดิมอยู่

......

          การวิ่งตามยุคสมัยนั้น แสนเหน็ดเหนื่อย ยิ่งให้เกาะโหนเหนี่ยวไปกับขบวนสังคม รังแต่จะทำให้แขนขาหมดเรี่ยวแรง ซ้ำยังเป็นตัวถ่วงขวางโลกอย่างไร้เหตุผล  

            แต่บางครั้งการหยุดอยู่กับที่ อาจเป็นเหตุให้สิ่งที่ทะยานตามหลังมาเฉี่ยวชนจนได้รับบาดเจ็บ

            บนถนนชีวิต มีทางเลือกจำกัดจำเขี่ยอย่างน่าบัดซบ

            หลังจากพยายามปลอบประโลมตัวเองว่า ‘สังคมโลกกำลังถูกใครบางคนหลอกให้วิ่งตาม เพื่อรายรับที่งอกงามในกระเป๋าของเขา’ แต่พอมองอีกที เรื่องนี้อาจเป็นองุ่นเปรี้ยว

            บางทีคนในวัย 30 ยุคนี้ อาจจะไม่ได้ผ่านร้อนหนาวมามากจนเรียกว่าล้าสมัย แต่บางครั้ง เราก็ปฏิเสธตัวเองไม่ได้ว่า มันคือ ความรู้สึกเหนื่อยล้ากับยุคสมัย

            ......

            ผมพยายามจะหาซื้อโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ เพื่อมาแทนของเดิมที่ทำให้การพูดคุยผ่านคลื่นเจือด้วยเสียงพายุ

            หลังจากเดินสอดส่องตามร้าน เปิดหาข้อมูลบนเว็บหลายวัน จึงพบว่า ความรู้ที่เรื่องโทรคมนาคมที่เรามีอยู่ ไม่เพียงพอต่อการเป็นผู้บริโภคธรรมดาๆ เสียแล้ว เมื่อโทรศัพท์มือถือ เริ่มมีแต่จอสัมผัส คนอัพข้อมูลลงโซเชียลเน็ตเวิร์ค พร้อมท่องโลกไซเบอร์จากมือถือกันเป็นว่าเล่น เด็กๆ ก็มีไว้ห้อยคอเหมือนพระเครื่องในยุคคุณปู่

            การที่จะหาโทรศัพท์มือถือธรรมดา แบบไม่ต้องมีกล้อง ไม่เอาวิทยุ ไม่เอาเอ็มพี3 ทนๆ ถูกๆ ยากพอๆ กับการหานักบุญในหมู่คนรวย เพราะของถูก ก็ทำให้ไม่ทน เจ๊งง่าย แค่ 2 เดือนก็ถูกลดสถานะเป็นก้อนโพลีเมอร์สำหรับทับกระดาษ จะเอาดีขึ้นมาหน่อย ดันมีลูกเล่นอะไรมากมายเสียจนใช้ไม่ครบแน่ๆ

            ยิ่งคุยเรื่องระบบ 3จี กัน มันชวนสังสัยว่า จะโดนยุคสมัยจะลากถูลู่ถูกังไปทางไหนอีก

ไม่นับพวกเครื่องอ่านอีบุ๊คจอแบนๆ หรือโทรศัพท์ที่สามารถแปลเสียงคนเป็นตัวอักษรได้แล้ว เทคโนโลยีล้ำโลกทะลุจักรวาลพวกนี้ทำให้ผมตกใจ จนรู้สึกกลัว

            หรือผมเป็นดีมานด์ ที่ซัพพลายรังเกียจ

......

หลังจากออกไปสัมภาษณ์กูรูเทเลคอมคนหนึ่ง เรื่องความฉลาดเฉลียวของโทรศัพท์ที่มีระบบปฏิบัติการในตัวเอง ตั้งแต่ ซิมเบี้ยน ไอโอเอส บีบี แอนดรอยด์ รู้สึกอยากสำลักออกมา

ข้อมูลบ่งชี้ว่า คนไทยบริโภคตามแบบฝรั่ง รับวัฒนธรรมมาโดยไม่รู้วิธีการใช้ โทรศัพท์ฉลาดก็เช่นกัน มันเรียกร้องความสมาร์ทของคนมากเกินกว่าเราจะมีให้ วัยรุ่นก็เลยซื้อบีบีไปพิมพ์ข้อความสั้นๆ เพื่ออัพเดตสเตตัส กิน ขี้ ปี้ นอน เท่านั้น

นั่งฟังเรื่องราวของสมาร์ทโฟนมานาน ก็ได้คำตอบว่า หากวัด ‘ไอคิว’ กันตัวต่อตัว ผมคงสติวปิดกว่าอุปกรณ์สื่อสารเสียแล้ว

......

            ในมหกรรมหนังสือระดับชาติ ผมเคยสวมบทบาทเป็นพ่อค้าอยู่บ้างในบางครา

            ครั้งหนึ่ง หนุ่มน้อยคนหนึ่งเดินมาพร้อมแฟนสาว เขาชี้ไปที่หน้าปกหนังสือเล่มหนึ่ง แล้วถามว่า

            “คนนี้คือใครครับพี่”

            น้องคนขายหนังสือที่ยืนอยู่ข้างๆ จัดการยิบหยื่นประวัติสรรพคุณบุคคลท่านนี้ใส่หัวสมองหนุ่มน้อยนั้นภายในครึ่งนาที

            หนุ่มน้อยคนนั้นอาจจะเกิดไม่ทันเห็นฮีโร่สวมหมวกเบเร่ต์ติดดาวอยู่ตามท้ายรถสิบล้อแล้ว แต่ยังไม่สาย ที่คนหนุ่มวัยต่ำกว่า 20 จะเริ่มทำความรู้จักกับวีรบุรุษที่ยังทิ้งรอยเท้าไว้บนกาลเวลา

            เช เกวารา อาจอยู่ท้ายุคสมัยมานาน ตราบที่คนรุ่นใหม่ๆ ยังคงใส่ใจทำความรู้จักกับสหายผู้นี้อยู่ ทำให้ ‘เช ยังไม่ตาย’

            หากขบวนยุคสมัยวิ่งเร็วเสียจนทำบางอย่างตกหล่น แต่ก็ขอให้หอบหิ้วอนุสาวรีย์วีรบุรุษติดไปตั้งวงสนทนากับคนรุ่นหน้าบ้าง...ก็ยังดี

           

อากาศร้อนระอุเดือนเมษายนระอุกว่าเมื่อก่อนหรือเปล่า ผมจำไม่ได้ แต่ไม่มีปีไหนหรอกที่ผมจะใช้ชีวิตช่วงฤดูตับแลบอยู่กลางแจ้งเป็นเวลาหลายๆ วันอย่างปีนี้

            ในฐานะคนเมืองผู้อาจหาญ จะให้ใครมาดูถูกว่าเป็นนักปราชญ์ห้องแอร์ มัวสถิตอยู่หน้าแป้นพิมพ์ได้อย่างไร ประสบการณ์ข้างนอกต่างหากที่จะช่วยขัดเกลาสติปัญญาให้แหลมคมกว่าดอกเข็มในพานไหว้ครู

            ผมออกเดินทางในวันที่ใครหลายคนให้ความหมายกับมันในทางหนึ่ง

            เสียงปืน ระเบิด รอยเลือด และคราบน้ำตาโบกมือส่งผมออกจากบางกอก ลมโชยพัดพากลิ่นควันปืนไปไกล อย่างน้อยมันก็ติดอยู่ในความคิดผมไปตลอดทาง

            ผมออกเดินทางพร้อมกับเพื่อนร่วมทริปอีกหลายสิบคน ด้วยรถทัวร์ชั้นหนึ่งที่ขนจักรยานไปจนไม่เหลือทางเดิน และยังมีพี่น้องชาวเสือแยกย้ายกันมาจากคนละทิศทางรวมทั้งหมด 70 กว่าคนมารวมกันที่เกาะสมุยเพื่อร่วมปั่นไปบนเส้นทางสู่หาดใหญ่พร้อมๆ กัน

            งานนี้ผมไม่โดดเดี่ยวครับ ฉะนั้นลืมไปได้เลยว่าจะเกิดอาการใจฝ่อเหมือนครั้งที่ไปเดี้ยงอยู่ กลางหุบเขาบนเส้นเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และบทเรียนในทริปนี้ยังสอนผมอีกว่าการเดินทาง ติสต์ๆคนเดียวแบบหมาป่าเปลี่ยวนั้นลำบากลำบนกว่าออกล่าเป็นฝูงหลายเท่า

            เส้นทางคอนกรีตบ้าง ลาดยางบ้าง ทอดยาวและร้อนระอุสุดๆ ในเดือนที่ไฟนรกโคจรมาอยู่บนพื้นดิน