EdutainTrips

           

อากาศร้อนระอุเดือนเมษายนระอุกว่าเมื่อก่อนหรือเปล่า ผมจำไม่ได้ แต่ไม่มีปีไหนหรอกที่ผมจะใช้ชีวิตช่วงฤดูตับแลบอยู่กลางแจ้งเป็นเวลาหลายๆ วันอย่างปีนี้

            ในฐานะคนเมืองผู้อาจหาญ จะให้ใครมาดูถูกว่าเป็นนักปราชญ์ห้องแอร์ มัวสถิตอยู่หน้าแป้นพิมพ์ได้อย่างไร ประสบการณ์ข้างนอกต่างหากที่จะช่วยขัดเกลาสติปัญญาให้แหลมคมกว่าดอกเข็มในพานไหว้ครู

            ผมออกเดินทางในวันที่ใครหลายคนให้ความหมายกับมันในทางหนึ่ง

            เสียงปืน ระเบิด รอยเลือด และคราบน้ำตาโบกมือส่งผมออกจากบางกอก ลมโชยพัดพากลิ่นควันปืนไปไกล อย่างน้อยมันก็ติดอยู่ในความคิดผมไปตลอดทาง

            ผมออกเดินทางพร้อมกับเพื่อนร่วมทริปอีกหลายสิบคน ด้วยรถทัวร์ชั้นหนึ่งที่ขนจักรยานไปจนไม่เหลือทางเดิน และยังมีพี่น้องชาวเสือแยกย้ายกันมาจากคนละทิศทางรวมทั้งหมด 70 กว่าคนมารวมกันที่เกาะสมุยเพื่อร่วมปั่นไปบนเส้นทางสู่หาดใหญ่พร้อมๆ กัน

            งานนี้ผมไม่โดดเดี่ยวครับ ฉะนั้นลืมไปได้เลยว่าจะเกิดอาการใจฝ่อเหมือนครั้งที่ไปเดี้ยงอยู่ กลางหุบเขาบนเส้นเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และบทเรียนในทริปนี้ยังสอนผมอีกว่าการเดินทาง ติสต์ๆคนเดียวแบบหมาป่าเปลี่ยวนั้นลำบากลำบนกว่าออกล่าเป็นฝูงหลายเท่า

            เส้นทางคอนกรีตบ้าง ลาดยางบ้าง ทอดยาวและร้อนระอุสุดๆ ในเดือนที่ไฟนรกโคจรมาอยู่บนพื้นดิน

            ดวงอาทิตย์เปลี่ยนองศา ล้อจักรยานยังคงหมุนเรื่อยไป เสียงยางหลายสิบเส้นบดผิวลงบนถนนลาดยาง พวกมันประสานเสียงกันไพเราะเรียบง่ายกว่าฟังซิมโฟนีหมายเลขเก้าของคีตกวีหัวฟูกลางแดด ท่วงทำนองคล้องจองเข้าท่า

            การปั่นจักรยานบนถนนโล่งๆ ลงใต้ในวันสงกรานต์ไม่ได้ง่ายเหมือนการลัดเลาะตามซอกหลืบซอยย่อยในบางกอก เพราะอุปสรรคขัดใจมีทั้งแดด ลม และน้ำ

            แดดสามารถใช้ความร้อนของมันฆ่าคุณให้ตายคาอานได้ กูรูบางท่านแนะนำว่า การปั่นทางไกล ต้องดื่มน้ำก่อนอย่ารอให้คอแห้ง เพราะถ้ากระหาย คือร่างกายสะกิดว่าใกล้ขาดน้ำแล้ว เช่นเดียวกันกับหิว ถ้าปล่อยให้ท้องหิวก่อน คุณจะไปไม่รอด กองทัพจึงเดินด้วยท้องเสมอ

            ส่วนลม เมื่อคุณนั่งรถยนต์สบายๆ อาจจะไม่ได้สัมผัสถึงความมีตัวตนของพระพาย แต่เมื่อได้มาขี่จักรยานสวนทางลมแล้วล่ะก็ นรกครับ ธรรมดาความเร็วจักรยานปั่นกันเฉลี่ย 20 -30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงก็เหนื่อยจนลิ้นห้อยแล้ว พอมาปะทะกับลม (ความเร็วเท่าไหร่ช่างมันเถอะ) ที่วิ่งสวนทางมา แม่เจ้า! ปั่นแทบไม่ไปเลย วิธีแก้เคล็ดคือใช้เทคนิคร่วมด้วยช่วยกัน ปั่นเป็นกลุ่ม โดยมีหัวลากหรือพวกขาแรงๆ เป็นตัวนำ ส่วนพวกที่เหลือก็ปั่นตามกันไปเป็นแถว ช่วยกันบังแรงลมไปเรื่อยๆ นี่แหละช่วงที่ต้องใช้ความสามัคคีของคนหมู่มาก

            และด่านสุดท้ายคือน้ำ เหมือนที่ว่าไว้ สงกรานต์ไงครับ เขาสาดน้ำกันทั้งนั้น มีหรือจะรอดจากขบวนปิ๊กอัพและปืนฉีดน้ำ (ผสมสี) ทั้งหลายในวันที่ร้อนสุดๆ แต่ผิดคาด ไม่มีใครสาดเลย อาจจะเป็นเพราะน้องๆ เขาเห็นขบวนจักรยานคนเยอะๆ บรรทุกของกันมาเหมือนย้ายบ้าน คงเกรงใจไม่กล้าเล่นเพราะกลัวพวกพี่ๆ ลุงๆ น้าๆ จะลื่นไถลหัวแตก หรือไม่ก็สัมภาระเปียกปอนจนหนาวสั่น โดยหารู้ไม่ว่า ผมร้อน สาดผมทีเถอะ

            ใครอย่าคิดว่าพวกที่มาปั่นกันเป็นสิบๆ คนจะมีแต่เด็กๆ นะครับ คาดจากสายตาอายุเฉลี่ยน่าจะอยู่ที่ราว 50 กว่าปี คือรุ่นพ่อนั่นเอง แต่ขอโทษ ในวัยเฉียดๆ 30 ขวบของผมเรี่ยวแรงและใจไม่ได้สักกระผีกของคุณลุงวัย 60 กว่าเลยสักนิด ทุกคนแซงผมไปหมดเลย และครั้นตอนเริ่มตีตื้นขึ้นมาผมหอบแฮ่ก พวกผู้เฒ่ายิ้มร่า ท่านไปฝึกวิทยายุทธที่ไหนมา ถึงได้มีพลังลมปราณแข็งแกร่งและความสงบนิ่งปานนั้น ท่านปั่นจักรยานได้นิ่งดุจเดินบนผืนน้ำ การเคลื่อนไหวแผ่วเบา แต่หนักแน่นรุนแรง ข้าน้อยขอคารวะ

            ถ้าขับรถ ซากศพสุนัขอาจเป็นวิวที่คุ้นหางตา แต่ขี่จักรยานตามปรัชญาชีวิตช้าลงผมพบซากงูแห้งกรังรวมทั้งทริปเกือบ 20 ตัว พวกมันตะเกียกตะกายออกมาจากดินนาข้างทางที่แตกระแหง ไม่เอื้อต่อชีวิตมันแล้ว เมื่อขึ้นสู่ท้องถนน มนุษย์ก็มอบความตายอันผิดธรรมชาติให้กับมัน งูไม่ต้องทนทรมานกับความร้อนแล้งอีกแล้ว มนุษย์รุกไล่ธรรมชาติมากขึ้นทุกที

            สิงห์นักปั่นผู้บรรทุกของเต็มท้ายรถ เป็นสิบคนพยายามหาทางเลี่ยงเส้นทางหลัก เลี่ยงลัดเข้าทางรองด้วยเหตุผลว่ารถน้อย จนหลงทาง เมื่อท้ายจักรยานผู้นำไม่มีที่ให้สติ้กเกอร์ อย่าตามมา...กูหลงเหมือนรถสิบล้อ

            ใครว่าหลงทางเสียเวลา หลงติดยาเสียอนาคต ผมว่าหลงทางด้วยจักรยานนี่เสียทั้งเวลาและเกือบหมดอนาคตด้วย เพราะผิดแยกเดียว ก็เสียเวลาไปเป็นชั่วโมงแล้ว

แล้วผมก็ได้รับประสบการณ์อันน่าจดจำเพราะหลงทาง

            ระหว่างขี่ย้อนกลับไปยังสี่แยก เพราะเราเลี้ยวผิดมา สองข้างทางเป็นท้องทุ่ง ไม่มีบ้านคนสักหลัง ไม้ใหญ่อยู่ข้างทางทอดร่มเงาจากแดดยามเย็นมาบนถนน ลดความร้อนทั้งจากแดด และความหงุดหงิดใจลงไปได้บาน ผมก้มหน้าก้มตาปั่นอย่างเย็นใจสวนทางกับลมที่พัดเอื่อยๆ มา โดยไม่ได้มองข้างหน้า

            โครม!

            สหายผู้ขี่ตามหลังมาห่างๆ ประสบเหตุเป็นภาพสโลว์โมชั่นให้การในฐานะประจักษ์พยานว่า มีมอเตอร์ไซค์จอดอยู่ข้างทาง คงเป็นของชาวบ้านแถวนั้น มันจอดอยู่นิ่งสนิท แต่ผมเองที่ขี่ไปพุ่งชนมัน ผมกระเด็นลอยคว้างข้ามไป มันและจักรยานของผมยืนสนทนากันนิ่งสนิท ก่อนเจ้าสองล้อของผมจะหมอบกราบเป็นไพร่อยู่แทบล้อของรถเครื่องเจ้าถิ่น

            ส่วนผม ต้องดูภาพถัดไปอีกหลายเมตร

            เคราะห์ดี ไม่เจ็บมาก แค่ฟกช้ำ ถลอกนิดหน่อย แต่จากการตรวจสอบหลักฐานที่ปรากฏอยู่บนจักรยาน เกียร์พัง ใช้ได้แค่สามเกียร์เท่านั้น ระยะทางที่เหลือทั้งทริปต้องใช้แรงกับใจเป็นหลัก

            เพื่อนร่วมทางบางคนหาว่าผมหลับใน เพราะตลอดทริปผมนั่งร่ำบทสนทนากับราชสีห์ทุกคืน แต่เปล่านะ แค่ก้มหน้าปั่นจริงๆ เพราะผมสนับสนุนนโยบาย มึนไม่ขี่แต่พกเครื่องดื่มแก้เมารสสมุนไพรติดตัว เพราะมีมิตรสองล้อท่านหนึ่งบอกว่ามันมีสรรพคุณคลายปวดกล้ามเนื้อ เขาว่าหมอบอกมา หายชะงัดนัก      

            เข้าสู่วันที่ 8 การเดินทาง 600 กว่ากิโลเมตรของผมสิ้นสุดลง กับหลายคืนที่นอนเต็นท์ไม่หลับ หลายเช้าที่น้ำไม่ได้อาบ ผมได้บทเรียนสำคัญว่าเสื้อแขนยาวเจ๋งกว่าครีมกันแดด พอๆ กับที่รู้ว่าเบียร์ทำให้หลับง่ายกว่ากอดถุงนอน และสุดท้ายเสื้อผ้าที่แบกไป 10 ชุด ใช้ไปแค่ 3 ชุด 

ผมมาถึงจุดหมายที่แหลมสมิหลา จ.สงขลา โดยสวัสดิภาพจนได้ นางเงือกยังหันหน้าไปทางเดิม เปลือยอยู่กลางแดดจนผิวคล้ำ เหมือนที่ผมเคยมานั่งตักเธอตอนสมัยเด็กๆ