WIND OF CHANGE

posted on 09 Feb 2011 10:05 by deomagazine in ALIEN-ATE-YOU

ช่องว่างระหว่างตัวบ้านกับกำแพงอิฐมีระยะห่างกันประมาณเมตรเศษ เมื่อฤดูหนาวกำลังจะจากไป ลมที่เคยพัดมาจากหน้าบ้าน ก็เริ่มวนเปลี่ยนไปพัดมาจากด้านตรงข้ามกัน

            เมื่อโลกหมุน ฤดูกาลเปลี่ยน สายลมเป็นสัญลักษณ์ขั้นปฐมของการเปลี่ยนแปลงเสมอ

......

            มูฮัมเหม็ด อัล บูอาซีซี หนุ่มดีกรีปริญญาวัย 26 ที่พ่ายแพ้ยอมจำนนต่อโลกทุน จนตกยากเป็นคนเข็นผักขายแกล้มฝุ่นข้างถนน

            วันดีคืนดี แม้คนยากไร้ก็ไม่รอดพ้นอำนาจเผด็จการรัฐ บูอาซีซีถูกยึดรถเข็นขายผัก โทษฐานไม่มีใบอนุญาต ครั้นโวยวายเพื่อต่อต้านการคุกคามสิทธิ ก็ถูกเจ้าหน้าที่หญิงคนหนึ่งตบเข้าที่ใบหน้า

            ด้วยความโกรธแค้นในความอยุติธรรมของโลก บูอาซีซีอาบร่างตัวเองด้วยเปลวไฟ

            บูอาซีซี ไม่มีวันได้รู้ว่า เปลวไฟบนตัวเขาปะทุขึ้นถูกเวลา และสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงจะพัดพาเอาเชื้อ แม้เป็นสะเก็ดเล็กน้อย แต่หากตกถูกที่ มันพร้อมจะกลายเป็นเปลวเพลิงเผาผลาญทุกอย่างทันที

            การลุกฮือของประชาชนเกิดขึ้นในตูนิเซีย พร้อมๆ กับลมหายใจของบูอาซีซีที่ดับลง ความตายของเขากลายเป็นพลังส่งมอบให้ขบวนคนหนุ่มสาวออกมาบนท้องถนนเพื่อขับไล่อำนาจเผด็จการที่คร่อมหัวพวกเขาอยู่ยาวนาน

            สุดท้าย ประธานาธิบิดี ไซน์ อัล-อบิดีน เบ็น อาลี ที่ครองอำนาจมา 24 ปี ก็พ่ายพลังของ ‘การปฏิวัติดอกมะลิ’ (The Jasmine Revolution) จนต้องอัปเปหิตัวเองออกนอกประเทศ

            เมื่อสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงเริ่มก่อตัวในคาบสมุทรอาหรับ แน่นอน...ลมจะพัดไปเรื่อยๆ และความแรงของมันอาจพัฒนากลายเป็นพายุ

            ใครบางคนกระซิบว่า “ศูนย์กลางพายุอาจอยู่ที่ พาโบล อัลโต ใน ซิลิคอน วัลเลย์ ตรงตำแหน่งซีอีโอของเฟซบุ๊ค อิงค์” จริงหรือ? ไม่มีใครตอบได้

            แต่ธงชาติตูนิเซียในขบวนปฏิวัติก็มีรูป ‘เขาคนนั้น’ ทาบทับอยู่

......

"As long as you say there is no hope, then there will be no hope, but if you go down and take a stance, then there will be hope."

บางส่วนจากคำพูดของ อัสมา มาห์ฟูซ์ สาวแอคติวิสต์วัย 26 ปี ที่ถ่ายคลิป ‘สุนทรพจน์’ ของตัวเองโพสท์ลงเฟซบุ๊ค แล้วเธอก็เป็นผู้จุดประกายของ ‘การปฏิวัติดอกบัว’ (The Lotus Revolution) ให้ปะทุขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในวันที่ 25 มกราคม

ในยามนี้คำพูดใครจะทรงพลังเท่า ‘People’s speech’

 “We will not be silenced, whether you’re a Christian, whether you’re a Muslim, whether you’re as Atheist, you will demand your ‘goddamn right!!’ and we will never have our right. One way or the other, we will never be silenced.”

เสียงตะโกนเกรี้ยวจากมุมหนึ่งในจตุรัสทาห์รีร์

......

            เรื่องราวออกแนวโรแมนติก เมื่อนึกถึงเรื่องสายลมแห่งยุคสมัยกำลังพัดพาให้กระแสโลกเปลี่ยนแปลง Wind of change

            แน่นอนผมมีบัตรคอนเสิร์ตของคณะฮาร์ดร็อครุ่นใหญ่จากแดนอินทรีย์เหล็ก Scorpions อยู่ในมือ และพรุ่งนี้ประโยค Wind of change ก็จะหล่นจากปาก เคล้าส์ ไมน์ ผ่านไมค์ ออกลำโพง โคจรเข้าสู่รูหูกันตัวเป็นๆ

            9 พฤศจิกายน 1989 Wind of change ของ Scorpions พัดผ่านรอยแยก และซากปรักหักพังของกำแพงเบอร์ลิน หลายคนวิ่งโร่กระโดดข้ามเศษซากของสิ่งที่เรียกว่ากำแพง เพื่อไปสู่อ้อมกอดของใครอีกคนในฟากฝั่ง หลังจากพวกเขาต้องเฝ้าส่งเสียงกระซิบผ่านแนวกำแพงมายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ

            และสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงอีกเช่นกัน ที่กำลังจะพาคณะแมงป่องผยองเดชลาโรงเสียที หลังจากโลดแล่นมอบความมันให้กับผู้ชมเกือบ 40 ปี

            แต่อย่างไรก็ตาม 10 กุมภาพันธ์ 2011 เคล้าส์ ไมน์ ในวัย 62 ปี ยังคงต้องร่ำเพลง Wind of change อยู่ที่เมืองนนทบุรี ประเทศสยาม

......

            นานแล้ว

            “ผมยังคงเก็บเศษกำแพงเบอร์ลินไว้ที่บ้าน” ชาวเยอรมันคนหนึ่งพูดบนรถตู้ที่เราร่วมทางกัน

            “เก็บไว้ให้ดี...สหาย สักวันชิ้นส่วนเหล่านั้นอาจก่อตัวรวมกันเป็นกำแพงอีก แล้วเราก็จะต้องร่วมกันก่อ ร่วมกันทุบมันต่อไป ตราบที่โลกยังมิหยุดหมุน และสายลมยังพัดโชยอยู่”

             ผมตอบเขาในใจ

edit @ 9 Feb 2011 10:13:09 by deo.mag

Comment

Comment:

Tweet