“Never the same river twice.”

posted on 08 Jan 2010 17:06 by deomagazine

“Never the same river twice.”

 

 

 

 

 

 

            ประโยคข้างต้นนั้นเป็นถ้อยคำบอกเล่าให้เราได้เรียนรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของสายน้ำที่ไหลเรื่อยตลอดเวลา จนเราไม่มีวันที่จะพบแม่น้ำสายเดิมได้อีกเป็นซ้ำสอง

 

            คำสอนเก่าแก่กล่าวว่า สิ่งเดียวที่มั่นคงตลอดกาล คือการเปลี่ยนแปลง ทุกสิ่งจึงล้วนอยู่ภายใต้กฎของอนิจจัง ที่แม้แต่ตัวของการเปลี่ยนแปลงเองก็ยังเปลี่ยนแปลงได้ตลอด กระแสของเวลาดำเนินชีวิตให้ผ่านเปลี่ยนไปเรื่อย ตราบที่การปรุงแต่งแบบมนุษย์ยังคงอยู่

 

            ชีวิตคนที่อยู่ในรูปสมมติของการเคลื่อนไปข้างหน้า ภายใต้บริบทของกาลเวลา เหมือนการแหวกว่ายตามกระแสน้ำ ที่เราจะไม่มีวันย้อนกลับมาที่เดิม สองข้างทางล้วนเป็นประสบการณ์ที่ผ่านพ้น สุดแล้วแต่ใครจะทะยานตัวให้ไหลตามกระแสเชี่ยวกราก หรือพยายามสวนทางน้ำให้รูปแบบชีวิตชะลอลงเพื่อเก็บเกี่ยวเรื่องราวรายทางได้เต็มอิ่ม ก่อนที่จะล่องลอยสู่ปากมหาสมุทรอันเป็นนิรันดร์

 

 

 

 

 

            “ไมโลเป็นสุนัขบางแก้วที่พกความดุไว้กับตัวตามธรรมชาติ มันย้ายเข้ามาเป็นสมาชิกของบ้านย่านตลิ่งชันตั้งแต่เมื่อ 5-6 ปีก่อน ในทีแรกมันเข้ากับมนุษย์ในบ้านแทบไม่ได้เลย เพราะมันย้ายเข้ามาตอนโตมากแล้ว แต่ก็ไม่สามารถเดาอายุของมันในตอนนั้นได้

 

            จนเวลาผ่านไปหลายปี ไมโลที่ผ่านการสู้กับงูเห่ามา 1 ครั้ง ถูกรถชนเต็มๆ 2 ครั้ง ป่วยเป็นพยาธิเม็ดเลือดจนเกือบตายอีก 2 ครั้ง ก็คบกับมนุษย์ในบ้านได้อย่างสนิทใจ แม้ว่ามันจะชอบแหกรั้วบ้านออกไปตะลอนเป็นวันๆ มนุษย์ผู้ทำการเลี้ยงดูออกเดินตามหา พบหน้ากันเจ้าหมาก็กระดิกหางวิ่งเข้าใส่ ยอมให้พาลากถูลู่ถูกังกลับเคหสถานแต่โดยดี

 

            แต่ แม่น้ำแห่งกาลเวลาสายเดียวกันอีกนั่นแหละ ที่ทำให้เจ้าไมโลต้องว่ายไปจากเรา หลังจากที่ทรมานด้วยโรคไตวายอยู่หลายสัปดาห์ มันยังคงพยายามกระดิกหางยามเมื่อเห็นสมาชิกในครอบครัวไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล สัตว์ แม้ร่างกายมันจะลุกไม่ไหวแล้ว ถัดจากนั้นวันนึง มนุษย์ผู้ทำตัวเป็นเจ้าของก็ตัดสินใจให้หมอหยุดปั๊มหัวใจมัน หลังจากที่หมอแจ้งว่ามันหยุดหายใจไปแล้ว

 

            13 ตุลาคม 2552 ไมโลสุนัขที่เรารักและรักเรา กลับลงสู่พื้นดินแห่งโลกในเวลาเที่ยงคืนกว่าๆ ในวัยที่เราก็มิอาจล่วงรู้ เราฝังมันไว้หน้าบ้าน ในดินที่มีรากของไม้ต้นทาบทับร่างที่สิ้นลม

 

 

 

 

  ------------------------------------------------------------------------------------

 

 

 

 

เราเล่นดนตรีด้วยกันมาตั้งแต่ตอนเรียนอุดมศึกษาโป้งเป็นรุ่นน้องผม 1 ปี ผมเล่นกีตาร์ไม่เก่งเท่าโป้ง และยังคงวิ่งตามฝีมือของเพื่อนรุ่นน้องผู้นี้อยู่ห่างๆ เสมอมา

 

            ตลอดช่วง 7 ปีที่ผ่านมา โป้งอยู่ในวงที่เราพยายามทำมันขึ้นมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเริ่มตั้งแต่เล่นเพลงตลาดในงานคณะ พยายามไปเสาะหาค่ายใต้ดินออกแผ่นเพลงเนื้อหาเถื่อนๆ ในนามวง “studog” เข้าประกวดงานดนตรีของมหาวิทยาลัย จนเข้ารอบสุดท้ายในนามวงหนอนแดง

 

            หลังจากเรียนจบแล้ว แม้เล่นดนตรีได้แสนจะธรรมดา แต่ไฟในการทำดนตรีของผมยังคุโชนอยู่ เรายังคงเล่นดนตรีด้วยกันอยู่เรื่อย จนมาจบที่แนวดนตรี heavy metal ที่ออกจะกระเดียดไปทาง melodic death (ที่โป้งพูดเสมอว่า ไม่ค่อยถนัด มันหนักไปไม่ค่อยสวยงาม) ในนามวง “Lost”

 

            เรา สมาชิกวง Lost ทั้ง 5 คน กระเสือกกระสนแกะเพลงวงอื่นเล่นบ้าง พยายามทำเพลงของตัวเองบ้าง แต่จนแล้วจนรอด ด้วยชีวิตคนทำงาน มันค่อนข้างยากที่จะวิ่งตามความฝันโดยไม่ถอดลูกตุ้มเหล็กที่ข้อเท้าออก ในระยะเวลา 3 ปี เรามีเพลงเป็นของตัวเองแค่ 2 เพลง แม้จะได้ออกแผ่น compilation กับวงต่างชาติในสังกัดเล็กๆ แห่งหนึ่ง ขึ้นเล่นคอนเสิร์ตในงานเล็ก อีก 3-4 ครั้ง แต่ระยะเวลาที่ยาวนาน กระแสอันเชี่ยวกรากฉุดรั้งร่างกายให้เหนื่อยอ่อน คล้ายหมดแรงจะวิ่งต่อไป มือกลองขอหยุดเล่น เราหยุดเล่นดนตรีกันไปเป็นปี เพราะทุกคนมีภาระต้องรับผิดชอบ และผมในฐานะตัวตั้งตัวตีของวง ถูกคราบพนักงานในระบบทุนกัดกินจนโรยแรงเสียแล้ว

 

            ไม่นานมานี้ ผมพยายามเติมเต็มวง Lost ของเราด้วยการหามือกลองใหม่ รวบรวมสรรพกำลังกายใจที่จะพยายามลุกขึ้นมาสู้ล่าความฝันอีกครั้งหนึ่ง

 

            แต่ช้าไปโป้งหนีไปทำงานยังต่างแดนแล้ว ด้วยเหตุผลด้านความก้าวหน้าทางอาชีพ และการเงิน ผมหวังแค่ว่าสักวันเมื่อสายน้ำบรรจบ เราจะได้กลับมาเล่นด้วยกันอีก

 

            ใครจะมานั่งดักดานนั่งมองท้องฟ้าไปจนโต ในเมื่อต่างคนมีสะพานเชือกโงนเงนให้มองและก้าวเดินอย่างระแวดระวังอยู่ตรงหน้าใต้ฝ่าเท้า ในโลกที่เราเรียกมันว่าความจริง

 

            และผมก็ยังรู้สึกว่าเล่นกีตาร์คนเดียวไม่ได้ วง Lost ต้องถูกกดปุ่ม Pause อีกครั้ง รอวันที่จะ lost สูญไปตามกระแสของการเปลี่ยนแปลงที่เชี่ยวกรากและจริงจัง

 

 

 

 

 

 

 

            การเปลี่ยนแปลงของกระแสธารที่ว่านี้ยังคงมีอีกมากมายคงกำลังรออยู่ข้างหน้าและข้างๆ รอบตัวเรา สักวันสายน้ำจะผ่านกระทบและพัดพาร่างอันอ่อนล้าเราไปเรื่อย จนดิ่งลงสู่ก้นบึ้งของสายธาร เป็นซากหนักอึ้งกองทับถมรวมกับในไม้แห้งที่จมจ่อมอยู่ก่อนหน้า

 

 

 

 

 

รุ่งฤทธิ์  เพ็ชรรัตน์

เขียนขณะคิดว่าตัวเองอยู่กัยความเปลี่ยนแปลงไม่ได้ จนกำลังจะหยุดเดิน

ณ สำนักงานแห่งหนึ่ง

เขตดุสิต จังหวัดพระนคร ประเทศสยาม

edit @ 8 Jan 2010 17:08:41 by deo.mag

 

edit @ 8 Jan 2010 17:20:46 by deo.mag

Comment

Comment:

Tweet