ระหว่างที่ไม่มีปัญญาทำให้ DE.O. เล่มใหม่คลอดออกมาได้ ก็หาอะไรเขียนเพื่อขัดตาทัพไปก่อน

ช่วงต้นสัปดาห์นี้ (ต้นพฤศจิกายน 2552) น่าจะเป็นห้วงเวลาแห่งความอลหม่านขนานใหญ่ เมื่อเหตุการณ์สำคัญ 4 อย่างบังเกิดขึ้นพร้อมกัน โดยไม่แน่ใจว่ามีได้มีการนัดหมายกันไว้ล่วงหน้าหรือเปล่า หนึ่งคือศุกร์สิ้นเดือนวันกระเป๋ารั่วของมนุษย์ทุน สองคือเปิดเทอมวันกระเป๋ารั่วของผู้ปกครอง สามคือลอยกระทงวันกระเป๋ารั่วแบบไทยแลนด์ สี่คืออากาศเริ่มหนาวแล้ว! เงินก็ไปหล่นอยู่ในลานเบียร์

                นับว่าเป็นต้นสัปดาห์ที่เกิดวิบัติการณ์จริงๆ และก็จะทำให้ปุถุชนผู้มีชีวิตอยู่ตามระบบทุน ถูกฤทธิ์ของลัทธิบริโภคนิยมละลายทรัพย์จนหมดเกลี้ยงไปในช่วงพริบตาเพียงไม่กี่วันนี้ ด้วยสาเหตุสำคัญใน 4 เหตุการณ์ข้างต้นนั้นเป็นสำคัญ

                หลังจากจบเทศกาลลอยกระทงแบบสามัญบางกอกที่ผมไม่ได้มีส่วนร่วมด้วยแล้ว ผมกลับได้มีโอกาสไปสัมผัสกับบรรยากาศของมหาเทศกาล ณ เมืองเชียงใหม่ ที่ควันธูปเทียนจากกระทง และประทัดพลุ ยังคงอบอวลอยู่ถึงสามวันเต็มๆ ในเทศกาลลอยยี่เป็งเมืองเชียงใหม่

                จะว่าไปแล้ว การไปแอ่วเชียงใหม่นี่ก็ไม่ได้เป็นประสงค์ส่วนตนแต่อย่างใด แต่เนื่องด้วยหน้าที่การงานมันจูงจมูก ลากถูลู่ถูกังจนหมดทางหลีกเลี่ยง ต้องไปเดินหัวหมุนอยู่ในเทศกาลอันอุ่นหนาฝาคั่งไปด้วยฝูงชน ผิดกับจริตธรรมดาของมนุษย์ติสต์แตกผู้พึงใจในความสันโดษเช่นผม หึหึ

                เย็นค่ำย่ำสนธยา สิ้นแสงระวีส่องหล้า โอ้ถึงเวลาแล้วสิเรา...(เพลงโรงเรียนสมัยผมเรียนมัธยม ไม่เกี่ยวกับลอยกระทงแต่อย่างใด) ภาระการงานถูกปลดเปลื้องไว้เบื้องหลัง หนุ่มติสต์แตกจึงเริ่มออกตะลุยราตรีแบบไม่เต็มใจ แต่ต้องไปให้รู้ถึงแก่น

 

                เมืองเชียงใหม่ในวันนั้น ตั้งแต่สะพานนวรัตน์ถึงประตูท่าแพถนนสายวัยรุ่นปิดการจราจรสนิท บ้านเรือนประดับประดาสวยงามด้วย ผางประทีป (เชิงเทียนเล็กๆ) เต็มสองข้างทาง มีแต่สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนเท่านั้นที่ยึดพื้นที่ไว้ทั้งหมด ผู้คนเหล่านี้มารวมตัวกันมากมายจนแออัดจอแจ ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนนักศึกษา คนถิ่นที่ท่องราตรีตามเทศกาล จะหาคนพลัดบ้านอย่างนักท่องเที่ยวก็มีบ้าง แต่ดูบางตา กิจกรรมที่ทุกคนต่างก็ทำเหมือนๆ กันคือ ปล่อยโคมลอยทำจากกระดาษสา จุดไฟไว้ด้านใน ใช้หลักการเดียวกับบอลลูนในการลอยขึ้นสูง

                โคมที่ว่านี่มีมาแต่ช้านานด้วยความเชื่อที่ว่า... ช่วงเทศกาลนี้โคมกระดาษมีขายทั่วไป หลายขนาดหลายราคา แต่ที่ขาดไม่ได้ในศักราชนี้ก็คือ โคมลายแพนด้า สัตว์คู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่ในยุคโพสต์โมเดิร์น

                เชียงใหม่คืนนั้น สว่างไสวไปทั่ว ท้องฟ้าประดับไปด้วยโคมลอยดารดาษนับพันหมื่นส่องระยิบดุจดวงดาวประดิษฐ์ที่ลอยคล้อยตามแรงลมต้นหนาว จนกว่าจะมอดดับและร่วงหล่นใส่หลังคาบ้านใครสักแห่ง

เท่าที่ทราบมา แต่เดิมโคมลอยจะมีจะจุดกันเฉพาะในเทศกาล เดือนยี่เป็งหรือ วันเพ็ญเดือนสิบสอง เฉพาะแถบล้านนาเท่านั้น แต่ด้วยความหัวใสและหัวเสธฯ ของผู้ประกอบการท่องเที่ยงชาวสยาม โคมลอยจึงเป็นสินค้าวัฒนธรรมเชิงท่องเที่ยวที่ถูก ขาย จนแพร่กระจายไปทั่วประเทศ เนื่องจากเป็นที่แปลกตาแต่ถูกใจของฝูงฝรั่งมังค่านักหนา โคมลอยที่ว่าจึงลอยเท้งเต้งเป็นประทีปในรัตติกาลอยู่ทั่วทุกสารทิศในเมืองไทย ทุกวันแม้ไม่มีเทศกาล และวันหยุดราชการ ตราบที่คนไทยยังเทิดทูนนักท่องเที่ยวดุจพระเจ้าผู้สร้างโลก

ครั้งหนึ่ง ผมเคยไปที่เกาะพะงันสวรรค์ฟูลมูน (สมัยนี้มีทั้งฮาล์ฟมูน และ แบล็กมูนด้วย) มีการจุดโคมลอยกันในยามค่ำคืนบริเวณหน้าหาด หมายเป็นจุดดึงดูดสายตานักท่องเที่ยว แต่พ่ายแพ้แก่ลมสวรรค์ที่ดันพัดเข้าหาฝั่ง โคมเจ้ากรรมลุกไหม้และถูกพัดเข้าหาหลังคาบังกาโลมุงจาก ทีนี้ทั้งพี่ฝรั่งและน้องไทยก็ตามดับไฟกันจ้าละหวั่น

 

ผมแหงนหน้ามองไปยังโคมที่ค่อยๆ ลอยขึ้นบนท้องฟ้า มีเสียงดังขึ้นเฉียดปลายเท้า ปังๆ คล้ายอาวุธร้ายสักชนิด

ไม่มีปลอกกระสุนของใครตกเหมือนในหนังฮอลลีวูด หรือจะเป็นแก๊สน้ำตา!

ไม่ใช่...ใครสักคนโยนประทัดไม่ทราบชนิด ขนาด และสัญชาติลงมาบนถนนคนเดิน

ใครอีกหลายคนกำลังทำแบบเดียวกัน พลุไฟ ประทัดที่นิยมจุดกันให้โค้งขึ้นท้องฟ้า บัดนี้มันวิ่งในแนวราบ สวัสดิภาพของคนเดินจึงเป็นเรื่องที่ถูกกำหนดขึ้นโดยกรรมที่ไม่รู้จะแก้อย่างไร ไม่ต้องสแกน ไม่ต้องตัดตอน นอกจากตัวใครตัวมัน

เสียงโครมคราม ตูมตาม ปึงปัง ดังทะลุโสตไม่ขาดระยะ ตังแต่หัวค่ำถึงกลางดึก แสงประกายจากประทัดพลุ ลูกน้อยใหญ่แหวกอากาศทะลุฟ้าขึ้นไปแตกกระจายส่งเสียงคำรามปานขีปนาวุธ ไม่นับรวมเครื่องเล่นบรรจุดินปืนอีกหลายอย่างที่พร้อมระดมสรรพกำลังเข้าใส่ฝูงชน เช่น ไฟเย็น กระเทียม มะยม หรือ อาจมีต้นหอม และมะม่วงด้วยไม่ทราบได้

บรรยากาศที่คลับคล้ายจะเป็นกรุงคาบูล ชาวอัฟกานิสถานผู้ไม่พิศมัยในกลิ่นอายที่คล้ายบ้านตัวเองคงไม่เจาะจงเลือกที่นี่เป็นเป้าหมายในการท่องเที่ยวเป็นแน่

“This is a war” เสียงใครสักคนร้องทัก

ฝรั่งเรียกสงกรานต์บ้านเราว่า Water war เพราะมีนักท่องเที่ยวมาเล่นสงครามน้ำกันมากมาย และทวีความดิบเถื่อนขึ้นทุกปี ภาครัฐอาจคิดพัฒนางานวันเพ็ญเดือนสิบสองให้เป็น Full moon war ในไม่ช้า และคงดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากมาย ยกเว้นมนุษย์จากดินแดนที่มีสงครามจริงๆ

 

กว่าจะหลบเลี่ยงหอบสังขารมาจากสะพานนวรัตน์จุดศูนย์กลางของสงครามมาได้ ก็ใช้เวลานานทีเดียว เพราะต้องใช้ความสามารถเฉพาะตัวในการหลบเลี่ยงอาวุธเพลิงตามบุญกรรม  

ติดกับเขตสงคราม มักมีเขตหยุดยิง ผมอาจกำลังมองหาฉนวนกาซ่า!

วันนี้เป็นวันสุดท้ายของเทศกาลยี่เป็ง จึงมีขบวนแห่พาเหรดขนาดยาวมากๆ ดวงไฟจากรถขบวน และสาวงามมากมาย! ถ้าสิ่งสวยงามอยู่ในสวรรค์จริง มันก็คงอยู่ถัดจากนรกที่สะพานนวรัตน์นี่แหละ เป้าหมายต่อไปคือการบุกตะลุยฝ่าขบวนแห่สู่ประตูท่าแพ

ผู้คนมากมายต่างแห่แหนกันมารอชื่นชมความงามของการประกวดขบวนแห่ซึ่งจะมีขึ้นในวันสุดท้ายในช่วงเทศกาลทั้งหมดสามวัน ทั้งนั่งดูกันริมบาทวิถี บนยอดตึก และร้านเบียร์ริมทาง

หญิงงามมากมายในชุดไทยวิจิตร ไทยประยุกต์ และล้านนา ดึงดูดสายตาและกล้องถ่ายรูปนับร้อยได้เป็นอย่างดี ผมลองใช้สายตาเพศผู้พิเคราะห์ดูดีๆ แล้ว หญิงงามเหล่านั้นกว่าครึ่งเป็นเพียงผู้ที่ดู คล้าย จะเป็นสตรีเท่านั้น

และสิ่งที่สะดุดใจตรึงตาผมมากกว่าอะไรทั้งหมด กลับไม่ใช่ขบวนพาเหรด แต่เป็น พระ

สองวันก่อนหน้าที่จะมาเชียงใหม่นี้ ผมเพิ่งได้ชมภาพยนตร์ระดับรางวัลที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเกย์อย่าง Milk ที่นำแสดงโดย Sean Penn มาหยกๆ ประทับใจในการต่อสู้เพื่อทำลายทำนบขวางกั้นเรื่องเพศมาก ภาพของเกย์ผู้เป็นฮีโร่ยังติดตาอยู่หลายวัน

แต่วันนี้ขบวนเบี่ยงเพศที่ผมเจอกลับเป็นกลุ่มพระเณรที่ห่มจีวรรัดติ้ว ห่มสบงในทรงสไบ ปากชมพูไฉไลดุจฉันอุทัยทิพย์มาสักครึ่งขวด ภาพอื้อฉาวที่เคยเห็นมาจากหน้าหนังสือพิมพ์ได้ปรากฏเป็นกายเนื้อวี้ดว้ายอยู่เบื้องหน้าข้าพเจ้าแล้ว ได้พบกับพระและเณรแห่งประตูท่าแพอันเป็นตำนานที่ยังมีลมหายใจ...และเสียงกรี๊ด

พุทโธ ผมนึกอุทานในใจ ไม่มีคำบรรยายใดต่อจากนั้น

ภาพขบวนยาวนับกิโลไหลผ่านไปไกลแล้ว แต่ภาพ พระ และ เณรยังคงติดตาตรึงใจมิเสื่อมคลาย

ผมกล้าพูดได้เลยว่าภูมิใจกว่าได้อุ้ม หลินปิง เสียอีก จริงๆ นะเจ้า!

 

 

edit @ 14 Nov 2009 01:24:35 by deo.mag

Comment

Comment:

Tweet

TRquestion embarrassed wink cry

#1 By c (124.120.144.84) on 2010-02-09 11:05