คอลัมน์ "มรรค" ของนิตยสารดีโอ ฉบับที่ 6 เป็นบทสัมภาษณ์ อ. ไชยันต์ ไชยพร เรื่องความรัก

 

 

แต่ด้วยเนื้อที่จำกัดจำเขี่ยของหนังสือ และเจ้า 2 คำถามนี้มีความเกี่ยวข้องกับ theme "LOVE" ค่อนข้างน้อย ทำให้เราไม่สามารถหาที่ทางให้กับคำถามคำตอบของ 2 คำถามนี้ได้

จึงขอถือโอกาสนี้ เพิ่มเติมอีก 2 คำถาม ไว้ที่บล็อกนี้ก็แล้วกัน

 

 

                  DE.O.:       อยากทราบความหมายของ โพสต์โมเดิร์น และในเมืองไทย ช่วงไหนถือเป็นโพสต์โมเดิร์น

  อ.ไชยันต์:  นี่คุณจะให้คนอ่านได้อ่านใช่ไหม ถ้าอยากให้คนอ่านรู้ ก็ต้องถามคนอ่านว่า ตอนนี้ ขณะนี้ที่กำลังพลิก

หนังสือ DE.O. อยู่ เอามือซ้ายจับหนังสือ ส่วนมือขวาล้วงกระเป๋าตัง ดูสิว่ามีเงินสักสองร้อยบาทไหม ถ้ามีก็เดินไปที่ร้านหนังสือคิโนคูนิยะ หรือศูนย์หนังสือจุฬาฯ ก็ได้ บอกว่าขอซื้อหนังสือโพสต์โมเดิร์นของอ.ไชยันต์เล่มหนึ่ง หรือถ้าขี้เกียจไป ก็เปิด Internet แล้วก็กดไปที่ openonline (www.onopen.com) ซื้อแล้วให้เขาส่งไปรษณีย์มาที่บ้าน ก็จะได้ลดราคา

 

                โพสต์โมเดิร์น มันเป็นกระแสที่เกิดขึ้นมาเพื่อจะบ่งบอกถึงความเบื่อหน่ายกับ modern ทำอย่างไรถึงจะก้าวข้าม modern ไปให้ได้ แต่อย่าลืมว่า post-modern เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยที่บอกว่า ของใหม่ๆ เป็นสิ่งไม่ดี ขณะที่ modern คือการละทิ้งของเก่า นิยมของทันสมัย ในทุกอย่างๆ อาทิ ความรู้ก็ต้องใหม่ด้วย ฉะนั้น เมื่อเกิดอะไรที่มันใหม่ขึ้นมา มันก็ยังเป็น modern อยู่ไง

 

ฉะนั้น ก็เลยเกิดการสร้างแนวคิดเพื่อยืนยันว่า เราเป็นอะไรที่อยู่หลังเขา (แปลงจาก กูเป็นอะไรที่อยู่หลัง

มึง กูไม่เอามึง กูอยู่หลังมึงแน่ๆ) เพราะปกติ modern จะครอบคลุมสิ่งที่ใหม่ทั้งหมดมาตลอดใช่ไหม ไอ้ post-modern ก็ยืนยัน ยังไงกูตั้งชื่อไม่ได้ ถ้ากูตั้งชื่ออื่น มึงก็รวบกูเป็นของมึงอยู่ดี ฉะนั้นก็เลยเป็น post-modern นี่แหละ คือตัวมันเองก็ไม่รู้จะตั้งชื่ออะไรของมันด้วยไง รู้อย่างเดียวว่า กูไม่เอามึง แล้วก็เบื่อมึงเต็มทีแล้ว (...ทีนี้ ผู้อ่านก็ประหยัดเงินไปแล้วนะ)

 

                สำหรับช่วงไหนของเมืองไทยที่เป็น post-modern อย่างที่ว่าว่ามันคือกระแสที่เบื่อ modern ก็ต้องถามก่อนว่า แล้วสังคมไทยเป็นสังคมสมัยใหม่ (modern society) หรือยัง ถ้ายังไม่เป็น แล้วมันจะเป็น post ได้ตรงไหนล่ะ มันก็จะมีความเป็นหัวมังกุดท้ายมังกร ความวุ่นวายของมันอยู่

 

                ส่วนนักคิดในแนว post-modern ก็มีอยู่สองพวก พวกแรกบอกว่า จะเป็น post-modern ได้ ต้องเป็น modern ก่อน แต่อีกพวกบอกไม่เป็นไร post-modern สามารถเกิดขึ้นในสมัยกรีกก็ได้ เพราะมันเป็นเรื่องของอารมณ์ ความรู้สึกของคน เป็นภาพความคิดที่จะขึ้นมาต้านกระแสอะไรบางอย่าง

 

                ถ้าถามผมว่าช่วงไหนของเมืองไทยที่เป็น post-modern ผมว่าเมืองไทยเป็น post-modern มาตั้งแต่สมัยอยุธยา หรือไม่ก็ต้นรัตนโกสินทร์ เพราะเมืองไทยเป็นอะไรที่แปลกๆ ไง เป็นอะไรที่ผสมปนเปแปลกๆ หลายอย่างมาก เหตุที่ผมพูดอย่างนี้ก็เพราะว่า สังคมไทยเป็นสังคมที่อยู่ภายใต้พุทธศาสนา พุทธศาสนาก็มีอิทธิพลในแง่ความคิดหรือจิตใต้สำนึกของคนมากทีเดียว

 

         มีนักคิดบางคนบอกว่า post-modern กับ พุทธศาสนา มีอะไรที่คล้ายกันมาก ฉะนั้น สังคมไทยภายใต้พุทธศาสนา คือสังคมที่ทุกอย่างอย่ายึดมั่นถือมั่น แต่ขณะเดียวกันเราก็ไม่ได้ปฏิเสธว่ามีอยู่จริง แต่อย่าไปยึดมั่นถือมั่น เลยเป็นอารมณ์เดียวกับ post-modern

 

          พุทธศาสนามองทุกอย่างเป็นอนิจจัง ไอ้ post-modern ก็มองทุกอย่างว่าไม่ใช่สัจธรรมความจริง มองทุกอย่างเป็นแค่ชุดความคิด หรือวาทกรรม ก็เลยไปกันได้ไง 

 

           แล้วเวลา post-modern ไปเจอ พุทธศาสนา มันจะซัดกันยังไงดีวะเนี่ย เพราะพุทธศาสนาเป็นเรื่องของเก่า แต่ post-modern เป็นเรื่องที่ใหม่ยิ่งกว่าของใหม่อีกไง เวลามันเจอกัน ปรากฏว่า post-modern พ่ายแพ้พุทธศาสนา เพราะพุทธศาสนา มันใหญ่กว่า และมันเจนจัด ในการที่จะจัดการพังทลายสิ่งต่างๆ แล้วกลืนเข้าสู่ตัวเอง

 

            ผมคิดว่า ตราบใดที่บ้านเรามีพุทธศาสนา post-modern ก็เป็นแค่แฟชั่นเท่านั้น (อ้าว ได้ข่าวว่าอ. เป็นเซียน Post-modern ไม่ใช่หรือเนี่ย)

 

 

 

 

 

 

              DE.O.:           สุดท้าย อ. มีอะไรฝากถึง อ. ใจ อึ๊งภากรณ์ บ้างไหมคะ

    อ.ไชยันต์:      (อ. ยื่นจดหมายของอ.ใจ ให้ทีมงานดู) ตอนจะมาก็ติดต่อ พอจะไปทำไมไม่ร่ำลากันเลย บอกสักคำได้ไหมว่าจะไป  ตกลงหนังสือนี่หนังสืออ.ใจ หรือเปล่า

 

        DE.O.:      ไม่ใช่ค่ะ อาจารย์

        อ.ไชยันต์:    เมื่อกี้ก็ให้ดูพยานหลักฐาน เป็นจดหมายที่อ.เขียน สมัยที่ยังไม่เป็นอาจารย์


ผมก็อยากบอกว่า ตอนอยากจะมาก็ติดต่อกันเพราะเราเป็นเพื่อนกันมาก่อน (เสียงอาจารย์เริ่มสั่นเครือ) ตอนจะไปแล้ว บอกสักคำเถอะ ตอนมาใหม่ๆ เราก็เป็นห่วงเขา เราก็เชิญเขามากินข้าวที่บ้าน เขาเชิญเราไปกินข้าวที่บ้าน ตอนต่อสู้พฤษภาทมิฬ เขาก็ช่วยกันเยอะ พอจะไป ไม่บอกกันเลย

 

เรื่องคดีความ พอผมรู้ว่าเขาต้องไปรายงานตัว ผมก็ไปให้กำลังใจเขาที่สถานีตำรวจ จริงๆ ก่อนจะไป ถ้าปรึกษาหารือกัน ผมเชื่อว่าคดีของ อ.ใจ กว่าจะสิ้นสุดอีกนานมาก (หมายถึงก่อนแถลงการณ์ สยามแดง (Red Siam)) แล้วผมก็ไม่แน่ใจนะ ผมคิดว่าอาจจะชนะคดี มันอาจจะไม่ได้ส่งฟ้องหรือเปล่า มันเป็นไปได้หมด อย่างกรณี ส. ศิวรักษ์บางทีก็ไม่ได้ส่งฟ้องถึงอัยการ

 

อ. ใจ น่าจะปรึกษาเราหน่อย เผื่อมีช่องทางที่จะให้ความคิดอีกแง่หนึ่ง ผมไม่รู้ว่าเขาฟังใคร หรือตัดสินใจด้วยตัวเอง

 

ที่ภาคผม (ภาควิชาการปกครอง) ผมคิดว่าควรจะมีอ. ใจมาสอน เพราะเราต้องการความหลากหลาย ให้มีเสรีภาพทางวิชาการในภาค ซึ่งจุฬาฯ ก็ยอมรับ แล้วก็มีปัญหามาโดยตลอดสิบกว่าปีที่อ.ใจอยู่ เราอยากจะคงไว้ซึ่งความที่เราโดดเด่นกว่าสถาบันอื่น สถาบันอื่นไม่ค่อยมีใครสอนแบบ อ. ใจ สอนจริงจังอย่างนี้ ก็น่าเสียดาย

 

 

ทีมงานนิตยสารดีโอ ต้องขอขอบคุณความกรุณาของ อ. ไชยันต์ ไชยพร  มา ณ โอกาสนี้ด้วยค่ะ

ส่วนใครอยากอ่านบทสัมภาษณ์เต็มๆ ก็มีให้โหลดอ่านกันอยู่นะคะ หรือใครอยากจับฉบับเป็นๆ (เกลียดนักอ่านจากจอคอมฯ หรือปริ้นท์อ่านเอง) ก็มีวางแล้วที่ ร้านหนังสือเิดินทาง ถ. พระสุเมรุ และ ร้านประตูสีฟ้า เอกมัยซอย 10 ค่ะ ขอได้รับความขอบคุณมา ณ ที่นี้ อีกเช่นกันค่ะ 

 

 

credit ภาพถ่าย โดย คุณเพื่อนแอมป์ parinda_ampณyahoo.comช่างภาพอิสระเจ้าค่ะ

(ขออภัยอย่างแรง ที่ไม่ได้ลงเครดิตให้ในเล่ม)

 

 

edit @ 8 Jun 2009 13:28:46 by deo.mag

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

"ผมคิดว่า ตราบใดที่บ้านเรามีพุทธศาสนา post-modern ก็เป็นแค่แฟชั่นเท่านั้น "

^
^
แล้วอาจารย์จะรู้สึกว่า เคป๊อป มันเกิดเพราะ Post Modern ไหมอ่ะ?

เราเขียนเพ้อไปอย่างนั้นเองแหละ .. เพราะมันไม่น่าเกี่ยวกันอยู่แล้ว หุหุ :)

#1 By tiktok (58.8.8.6) on 2009-06-10 13:49

์เป็นอจ 1 วัน เป็นอจ ตลอดไป

#2 By pk (124.121.179.239) on 2009-12-11 18:21