มรณะ

posted on 18 Mar 2011 19:15 by deomagazine  in ALIEN-ATE-YOU

How can I face death.

When fate worse than death.

Eyes open and keep faith.

And better off dead.

……

            ความตายมาพร้อมกับคำถามเสมอ...

            คำถามที่พร้อมขุดหลุมพรางในใจ ให้เกิดเกิดสภาวะวิตกจริต เมื่อรอบด้านถูกบุไปด้วยอวิชชา-ความไม่รู้ หรือรู้ ก็รู้มั่วๆ

            ผมติดกับดักความตายสมัยอายุ 18 หลังจากพยายามดิ้นรนในห้องมืด ทุบพนังเป็นโพรงหาแสงสว่างอย่างสุ่มๆ ด้วยคัมภีร์หลายเล่มอยู่แรมปี สุดท้าย ก็ต้องปอกเปลือกออก อัปเปหิตัวเองออกจากขนบศาสนาใดๆ ตั้งแต่นั้น

            เป็นกระบอกแก้วเปล่า ก้นกลวง สรรพสิ่งไหลผ่าน สัมผัสได้ แต่ไม่รับบรรจุ

……

            หลายอาทิตย์แล้วที่ผมมีปัญหาเรื่องการนอน

            ทุกครั้งที่อยากหลับ ในความมืดหลังเปลือกตา มีจุดเล็กๆ ที่ดำยิ่งกว่าลอยเท้งเต้งไปมา จนต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า มันลอยอยู่ในตา หรือในใจ

            เรื่องราวความตายไม่ได้สร้างความทุกข์ให้นานแล้ว จนกระทั่งคนใกล้ตัวค่อยๆ เข้ามาปรึกษา บ่นอยากฆ่าตัวตาย

            ไม่แน่ใจว่าความรู้สึกอยากไปสู่สุญญากาศแบบนั้น มันถ่ายโอนกันได้หรือเปล่า ผมถึงรู้สึกอยากกำจัดจุดดำๆ นั่นให้หายไปเสีย

……

            นานแล้ว...คนรู้จักอีกคนหนึ่งเริ่มนอนไม่หลับ จนกลายเป็นไม่นอนไปเลย หลังจากพูดไม่รู้เรื่องอยู่หลายเดือน ท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้พักผ่อนของคนรอบข้าง เขาก็ตายไปเสียเฉยๆ

            ผมนอนไม่ค่อยหลับ...ถึงหลับ ก็เป็นการนอนที่ด้อยคุณภาพ

            หากแบ่งระดับความลึกของการนอนเป็น 4 ช่วง บางคืน ผมเริ่มหลับตาและตกอยู่ในหรือภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่นตลอด ทั้งๆ ที่สมองส่วนจินตนาการเริ่มทำงานในความฝันระดับลึกไปแล้ว เป็นอย่างนี้จนเช้า

            หลายครั้งฝันกับจริงก็ซ้อนกันตลอดเวลา

……

            ความฝันเรื่องตายๆ เข้ามาแวะเวียนบริเวณพรมแดนตื่น-หลับหลายครั้ง

            หลายสิบคืน ผมฝันว่าฆ่าคนตาย แล้วเอาไปซ่อน ในสภาวะเหมือนจริง ความรู้สึกอยากปกปิดความผิดรุนแรงและเหมือนจริง ทั้งที่ชีวิตจริงไม่เคยลงมือสังหารใคร...แล้วก็ไม่เคยมีอะไรต้องหลบซ่อน ไม่มีเหตุผลให้ใช้ชีวิตอยู่กับการโกหก

            ...แต่ไม่ใช่ว่าไม่อยากฆ่าใคร           

            บางคนอาจสงสัยว่าใครเล่าคือคนสมควรตาย

            อาจโทษชะตาชีวิตก็ได้ แต่มีจริงหรือ ผู้ที่สามารถกำหนดการเกิดดับของทุกชีวิตได้ ทำไมคนควรตาย ไม่ตาย แต่ผู้ถูกพรากวิญญาณหลายคนยังสงสัยในเหตุผลมรณกรรมของตัวเอง

            หรือผู้เขียนชะตานั้น...สมควรตาย

            ความตายของหลายคน ก็มีน้ำหนักที่ไม่ต้องพึ่งแรงโน้มถ่วงแตกต่างกันไป บางคนมีชีวิตอย่างยิ่งใหญ่ปานขุนเขา แต่กลับมีความตายเบาราวขนนก

            อ้อ...ครั้งหนึ่ง ผมฝันว่าช่วยทหารปฏิวัติ นาทีนั้น หากมีความตายพัดมา ผมคงกลายเป็นธุลี

……

            การเดินทางของชีวิตยังคงเป็นปริศนาอยู่ร่ำไป...อย่าพยายามเป็นอินดี้ขี้สงสัยเรื่องเกิดมาทำไม ตายแล้วไปไหน

            นักจิตวิทยาคนหนึ่งเปรียบว่า ความรักเป็นสภาวะไม่มีจริง “คุณเป็นเพียงคนเขลาบัดซบ ผู้ดื่มด่ำมอมเมาความเหงาของตัวเองจากขวดเปล่าเท่านั้น”

            ความตายคงมาจากบาร์ละแวกเดียวกัน     

            ผู้อาวุโสสำเนียงแปร่งพยายามปลอบประโลมว่า “หากจิตคือกระจกใส ท่ามกลางฝุ่นละอองล่องลอย เมื่อกระจกนั้นขุ่นมัว อย่าพยายามปัดเช็ดถูให้เสียเวลา มีแต่จะทำให้เกิดรอยขีดข่วนมากขึ้น...จงทำลายเสีย เพราะจริงๆ แล้วไม่มีกระจก”

       

รุ่งฤทธิ์

เขียนขณะง่วง ตรงข้ามธนาคารสีส้ม

ลาดพร้าว 101 จังหวัดพระนคร 

คำถามถึงคนหนุ่มสาว

posted on 22 Feb 2011 12:05 by deomagazine  in ALIEN-ATE-YOU

“เหมือนที่ทุกคนก็รู้ว่า เรามาที่นี่ เพราะมาหาอะไรบางอย่าง”

หญิงสาวคนหนึ่งพูดขึ้นกลางวงสนทนา เป็นส่วนหนึ่งของการแนะนำตัวของเธอ สำหรับกิจกรรมในต่างจังหวัดครั้งนั้น

อดสงสัยไม่ได้ว่า เธอมาตามหาอะไรหนอ…ที่แม้แต่ตัวเธอเองยังไม่รู้เลยว่ามันคืออะไร

……

‘คำถาม’ ที่ยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติ คงหนีไม่พ้นเหตุผลของการเกิดและดับ และคำถามนี้ได้แตกแขนงไปไพศาล จนกลายเป็นเรื่องราวครอบจักรวาล

การตั้งคำถามในอากาศเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ นักศึกษาเอกปรัชญา ยอมรับว่าวิชาของเธอคือการตั้งคำถาม ต่อมาทั้งหมดกลายเป็นปัจจัยให้เกิดเครื่องเยียวยาจิตใจขนานเอกของคน นั่นคือ ‘ศาสนา’ ซึ่งบางค่ายตอบคำถามเป็นสมมุติฐาน แต่อีกสังกัดกลับชี้ชวนให้เลิกถาม

จึงไม่แปลก ที่ใครก็ตามจะมองโลกด้วยสายตาช่างสงสัย เพราะความรู้สึก ‘ไม่รู้’ นี้อยู่คู่กับมนุษย์ตั้งแต่ปฐมกาล จนวันนี้ ชีวิตก็คือ…ไม่รู้

บุรุษท่านหนึ่งเอ่ยวาจาเปรียบว่า “นักปราชญ์เกิดมาจากข้อสงสัย พวกเขาชอบตั้งคำถาม และเขาจะเจอแต่คำถาม แต่ผู้ที่มุ่งมั่นหาคำตอบอันแท้จริง ผู้นั้นคือศาสดา”

……

ยุค ‘โพสต์อินดี้’ ความเหงา สุญญากาศ แผนที่ และจีพีเอส ยังคงเป็นสินค้าขายดีในโลกที่เต็มไปด้วยคนหนุ่มสาวผู้อ้างว้างและหลงทาง

ยอดขายของหนังสือประเภท ‘How to’ ชวนสงสัยว่า ยุคสมัยผ่านไป ชีวิตยิ่งเต็มไปด้วยความสงสัยที่พันกันเป็นเกลียวยุ่งยาก จนต้องวาน ‘คนอื่น’ คลายปม หาทางออกให้กันแล้วหรือ

คนหนุ่มยังเสพติดความเหงา เขานั่งริมขอบหน้าต่าง ตั้งคำถามกับอากาศ เพราะหลงคิดว่าความรู้สึกล่องลอยนั้นเป็นมหาบุรุษ…มันติสต์ ยิ่งบรรยากาศแสงสนธยาบวกเพลงไซคีเดลิคล่ะก็ ราคาของมันเทียบเท่าแอลเอสดีในยุคนู้น

สำเนียงทองแดงแว่วมาว่า “พี่ครับ ผมว่าการตั้งคำถามกำลังจะพ้นสมัย การหาคำตอบให้กับมันต่างหาก ที่จะเป็นกุญแจสู่การปลี่ยนโลกได้ หาคำตอบมั่วๆ แบบมวยวัดก็ยังดีนะพี่”

“เออ…พี่เชื่อว่ะ”

……

ทุกยุคสมัย เมื่อสังคมกำลังสับสน มักมีฮีโร่หนุ่มวัยพ้นเบญจเพส สะพายกีตาร์ครวญคำถามที่เขาครุ่นคิด ความแปลกแยกเริ่มผลุบโผล่มาในสายตา เขาสงสัยเหลือเกินว่า ทำไมโลกเป็นแบบนี้

เขาเริ่มตั้งคำถาม ถึงความ ‘ไม่ปกติ’ ของสรรพสิ่งรอบๆ ตัว

กาลต่อมาเขาจะลุกขึ้นเรียกร้องหาเสรีภาพ เขาจะเปลี่ยนโลก!

ใครว่ายุคบุปผาชนกำลังกลับมา เมื่อคนหนุ่มสาวหันมามองชะโงกมองเงาตัวเอง และภาพสะท้อนของสังคมกันมากขึ้น ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยแววสงสัย สัญญาณลวงแห่งการตื่นรู้แบบนี้มีให้เห็นเป็นวัฏจักร

แต่คนหนุ่มสาวก็ยังลุ่มหลงกับการตั้งคำถามแบบกวี “ทำไมหนอ…โลกถึงเป็นแบบนี้” “โอ้ว…ไม่ ความอยุติธรรมอยู่ปลายจมูกนี่เองเหรอ” “พระเจ้าตายแล้วหรือนี่” “ทำไมล่ะ…ทำไม”

ใครว่าไอดอลอย่าง บ็อบ ดีแลน เป็นพวกชอบตั้งคำถาม…ไม่จริง

เพราะลุงบ็อบบอกแล้วว่า ‘คำตอบ…อยู่ในสายลม’ The answer is blowing in the wind.

แต่เอาล่ะ…พยายามเถิดหนุ่มสาว ยืดหยัดไว้ว่า ‘โลกเปลี่ยนเราไม่ได้ เราต่างหากจะเปลี่ยนโลก’

และอย่าลืม หมั่นโพสต์มันลงเฟซบุ๊ค

……

คนหนุ่มสาวหัวก้าวหน้าหลายคน พยายามแล้วที่จะใช้ความสามารถเฉพาะตัวของแต่ละคน จรรโลงโลกให้ดีขึ้น การเปลี่ยนแปลงต้องการคนมีพลังแบบนี้เป็นกลุ่มนำ เป็นหัวหอก และเชื่อได้ว่าเขาและเธอคือ ‘ของจริง’

แต่บางครั้ง ก็เหมือนรถซิ่งวิ่งเร็ว มันต้องมีการเฉี่ยวชนใครบ้าง ซึ่งคนหัวก้าวหน้าเหล่านั้น ก็ยังคงเป็นพวก ‘สัมฤทธิ์ผลนิยม’ อยากถึงเส้นชัยอย่างยิ่งใหญ่โดยไม่เลือกวิธีการ บ่อยครั้งพฤติกรรม ‘จารีต’ ประเภทเห็นพวกคิดต่างเป็นมารผจญ วิธีนิยมของปฏิปักษ์ที่เขาและเธอต่างต้องการโค่นล้ม ก็เคยถูกหยิบยืมมาใช้โดยไม่รู้ตัว

แน่นอน…หากจะเปลี่ยนโลก เราต้องการ ‘หัวหอก’

ดังนั้น กรุณาอย่าทำหอกหัก

 

รุ่งฤทธิ์

เขียนในวันใจบูด

ณ บ้านตลิ่งชัน จ.ธนบุรี

WIND OF CHANGE

posted on 09 Feb 2011 10:05 by deomagazine  in ALIEN-ATE-YOU

ช่องว่างระหว่างตัวบ้านกับกำแพงอิฐมีระยะห่างกันประมาณเมตรเศษ เมื่อฤดูหนาวกำลังจะจากไป ลมที่เคยพัดมาจากหน้าบ้าน ก็เริ่มวนเปลี่ยนไปพัดมาจากด้านตรงข้ามกัน

            เมื่อโลกหมุน ฤดูกาลเปลี่ยน สายลมเป็นสัญลักษณ์ขั้นปฐมของการเปลี่ยนแปลงเสมอ

......

            มูฮัมเหม็ด อัล บูอาซีซี หนุ่มดีกรีปริญญาวัย 26 ที่พ่ายแพ้ยอมจำนนต่อโลกทุน จนตกยากเป็นคนเข็นผักขายแกล้มฝุ่นข้างถนน

            วันดีคืนดี แม้คนยากไร้ก็ไม่รอดพ้นอำนาจเผด็จการรัฐ บูอาซีซีถูกยึดรถเข็นขายผัก โทษฐานไม่มีใบอนุญาต ครั้นโวยวายเพื่อต่อต้านการคุกคามสิทธิ ก็ถูกเจ้าหน้าที่หญิงคนหนึ่งตบเข้าที่ใบหน้า

            ด้วยความโกรธแค้นในความอยุติธรรมของโลก บูอาซีซีอาบร่างตัวเองด้วยเปลวไฟ

            บูอาซีซี ไม่มีวันได้รู้ว่า เปลวไฟบนตัวเขาปะทุขึ้นถูกเวลา และสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงจะพัดพาเอาเชื้อ แม้เป็นสะเก็ดเล็กน้อย แต่หากตกถูกที่ มันพร้อมจะกลายเป็นเปลวเพลิงเผาผลาญทุกอย่างทันที

            การลุกฮือของประชาชนเกิดขึ้นในตูนิเซีย พร้อมๆ กับลมหายใจของบูอาซีซีที่ดับลง ความตายของเขากลายเป็นพลังส่งมอบให้ขบวนคนหนุ่มสาวออกมาบนท้องถนนเพื่อขับไล่อำนาจเผด็จการที่คร่อมหัวพวกเขาอยู่ยาวนาน

            สุดท้าย ประธานาธิบิดี ไซน์ อัล-อบิดีน เบ็น อาลี ที่ครองอำนาจมา 24 ปี ก็พ่ายพลังของ ‘การปฏิวัติดอกมะลิ’ (The Jasmine Revolution) จนต้องอัปเปหิตัวเองออกนอกประเทศ

            เมื่อสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงเริ่มก่อตัวในคาบสมุทรอาหรับ แน่นอน...ลมจะพัดไปเรื่อยๆ และความแรงของมันอาจพัฒนากลายเป็นพายุ

            ใครบางคนกระซิบว่า “ศูนย์กลางพายุอาจอยู่ที่ พาโบล อัลโต ใน ซิลิคอน วัลเลย์ ตรงตำแหน่งซีอีโอของเฟซบุ๊ค อิงค์” จริงหรือ? ไม่มีใครตอบได้

            แต่ธงชาติตูนิเซียในขบวนปฏิวัติก็มีรูป ‘เขาคนนั้น’ ทาบทับอยู่

......

"As long as you say there is no hope, then there will be no hope, but if you go down and take a stance, then there will be hope."

บางส่วนจากคำพูดของ อัสมา มาห์ฟูซ์ สาวแอคติวิสต์วัย 26 ปี ที่ถ่ายคลิป ‘สุนทรพจน์’ ของตัวเองโพสท์ลงเฟซบุ๊ค แล้วเธอก็เป็นผู้จุดประกายของ ‘การปฏิวัติดอกบัว’ (The Lotus Revolution) ให้ปะทุขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในวันที่ 25 มกราคม

ในยามนี้คำพูดใครจะทรงพลังเท่า ‘People’s speech’

 “We will not be silenced, whether you’re a Christian, whether you’re a Muslim, whether you’re as Atheist, you will demand your ‘goddamn right!!’ and we will never have our right. One way or the other, we will never be silenced.”

เสียงตะโกนเกรี้ยวจากมุมหนึ่งในจตุรัสทาห์รีร์

......

            เรื่องราวออกแนวโรแมนติก เมื่อนึกถึงเรื่องสายลมแห่งยุคสมัยกำลังพัดพาให้กระแสโลกเปลี่ยนแปลง Wind of change

            แน่นอนผมมีบัตรคอนเสิร์ตของคณะฮาร์ดร็อครุ่นใหญ่จากแดนอินทรีย์เหล็ก Scorpions อยู่ในมือ และพรุ่งนี้ประโยค Wind of change ก็จะหล่นจากปาก เคล้าส์ ไมน์ ผ่านไมค์ ออกลำโพง โคจรเข้าสู่รูหูกันตัวเป็นๆ

            9 พฤศจิกายน 1989 Wind of change ของ Scorpions พัดผ่านรอยแยก และซากปรักหักพังของกำแพงเบอร์ลิน หลายคนวิ่งโร่กระโดดข้ามเศษซากของสิ่งที่เรียกว่ากำแพง เพื่อไปสู่อ้อมกอดของใครอีกคนในฟากฝั่ง หลังจากพวกเขาต้องเฝ้าส่งเสียงกระซิบผ่านแนวกำแพงมายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ

            และสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงอีกเช่นกัน ที่กำลังจะพาคณะแมงป่องผยองเดชลาโรงเสียที หลังจากโลดแล่นมอบความมันให้กับผู้ชมเกือบ 40 ปี

            แต่อย่างไรก็ตาม 10 กุมภาพันธ์ 2011 เคล้าส์ ไมน์ ในวัย 62 ปี ยังคงต้องร่ำเพลง Wind of change อยู่ที่เมืองนนทบุรี ประเทศสยาม

......

            นานแล้ว

            “ผมยังคงเก็บเศษกำแพงเบอร์ลินไว้ที่บ้าน” ชาวเยอรมันคนหนึ่งพูดบนรถตู้ที่เราร่วมทางกัน

            “เก็บไว้ให้ดี...สหาย สักวันชิ้นส่วนเหล่านั้นอาจก่อตัวรวมกันเป็นกำแพงอีก แล้วเราก็จะต้องร่วมกันก่อ ร่วมกันทุบมันต่อไป ตราบที่โลกยังมิหยุดหมุน และสายลมยังพัดโชยอยู่”

             ผมตอบเขาในใจ

edit @ 9 Feb 2011 10:13:09 by deo.mag

เรื่องของฟุตบอล

posted on 26 Jan 2011 20:27 by deomagazine  in ALIEN-ATE-YOU


            เรย์ เฮาจ์ตัน เล่นให้ลิเวอร์พูลในช่วงปี 1987-1992 ลงสนาม 153 นัด ยิงไป 28 ประตู ลีลาการกระชากลากเลื้อยทางริมเส้นฝั่งขวาของเขา ทำให้เด็กวัยตื่นฟันแท้ตะลึงงันอยู่หน้าจอแก้ว วันนั้นผมยังตัดสินเชิงบอลใครไม่ได้ อ่านเกมก็ไม่ออก แต่ภาพของการต่อบอลสั้นๆ ไปมาอย่างสวยงามของทีมในชุดสีแดง

            ผมบอกได้แค่ว่ามันเจ๋งชิบเป๋ง!

            เฮาจ์ตันไม่ใช่ผู้เล่นระดับสตาร์ เมื่อเทียบกับอีกด้านหนึ่งของสนาม ฝั่งซ้ายของเครื่องจักรสีแดงสมัยนั้นมีดาวโรจน์ทีมชาติอังกฤษนาม จอห์น บาร์นส หรือศูนย์หน้าจอมยิงอย่าง จอห์น อัลดริดจ์ จนปี 1992 การเข้ามาของผู้จัดการทีมหน้าหนวด แกรม ซูเนส พื้นที่ทางกราบขวาก็ตกเป็นของเด็กถิ่นเมอร์ซีย์ไซด์-ปีกหัวหยอยร่างระหงแห่งยุค ‘สไปซ์ บอย’ สตีฟ แมคมานามาน ส่วนเฮาจ์ตันถูกขายไปแอสตัน วิลล่า

            เรย์ เฮาจ์ตัน เป็นนักเตะคนเดียวที่ผมจำชื่อได้จากการแอบเปิดทีวีกลางดึกคืนนั้น และถ้าข้อมูลไม่ผิด มันคือเทปบันทึกการแข่งขันระหว่างลิเวอร์พูล กับวิมเบิลดัน (คู่ปรับสำคัญในยุคนั้นเพราะทีมสีแดงเคาะบอลสั้น แต่ทีมสีน้ำเงินสาดโด่งลูกเดียว) ในนัดชิงชนะเลิศเอฟเอคัพ ที่สุดท้ายจบลงด้วยประตูโทนของ ลอว์รี ซานเชซ สอยลิเวอร์พูลให้พลาดบังลังก์ดับเบิลแชมป์

            ผมปักใจเชียร์ทีมจากถิ่นแอนฟิลด์ตั้งแต่วันนั้น

..........

            กาลเวลาเปลี่ยนไป ฟุตบอลเป็นสิ่งหนึ่งซึ่งใช้ความกลมของมันกลิ้งไถเถือกไปตามยุคสมัยอย่างมีวิวัฒนาการ จากลูกหนังธรรมดา กลายเป็นนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์การกีฬาที่น่าทึ่ง

            เช่นเดียวกับหลายๆ วงการ กำแพงโลกลูกหนังไม่สามารถต้านระบบทุนไว้ได้ เมื่อเงินทะลักทะล้นเข้ามา ใครหลายคนตาลุกวาว หลังจากพบว่ากีฬาในสนามหญ้าชนิดนี้มีค่าไม่ต่างกับเหมืองทองคำ นักธุรกิจเริ่มเข้ามาครอบครองมีเอี่ยวในวงการฟุตบอลอย่างเป็นจริงเป็นจัง

            ไม่มีใครเถียงว่า แท้จริงแล้วสโมสรฟุตบอลก็คือบรรษัทธุรกิจ ที่ประกอบกิจการค้าขายความบันเทิงกับคนดู ไม่ต่างจากโรงฝึกแกลดิเอเตอร์สมัยโรมัน

            วงการฟุตบอลเปลี่ยนไปรวดเร็วจนเกินคาดเดา อยู่ดีๆ ระบบนายทุนก็เข้ามายึดโลกลูกหนังไว้ได้ทั้งหมด ระบบสปอนเซอร์บนชุดแข่ง โฆษณาข้างสนาม การกระจายโปรแกรมแข่งขันเพื่อเก็บค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดเพิ่ม คือร่องรอยของกลุ่มทุนที่เริ่มรุกไล่เข้าสู่สนาม  

            แฟนบอลผู้เสพบันเทิงกับเกมลูกหนังนับล้านคนรู้ดีเรื่องนี้ นายทุนในหลายทีมถูกขับไล่ เพราะการเข้ามาของพวกเขาทำให้ฟุตบอลกลายเป็นธุรกิจ เป็นเรื่องค้าขายและผลประโยชน์

            นั่นหมายความว่ามันไม่สนุกอีกต่อไป

..........

            -คนที่โตมาในยุคบอลนอกเฟื่องฟู ขอพูดเฉพาะลีกอังกฤษ-

            เด็กผู้ชายชอบเตะบอล ไม่มีใครปฏิเสธความสนุกของมัน เมื่อยังเยาว์วัยไม่มีใครคาดหมายว่าในอนาคตการแกว่งตีนใส่ลูกบอลของเขาจะหมายถึงค่าเหนื่อยแพง

            ผมเชื่อว่าการหวดลูกหนังครั้งแรกในชีวิตของ สตีเวน เจอร์ราด ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานว่าวันหนึ่งมันจะฟันเงินค่าเหนื่อยได้สัปดาห์ละแสนปอนด์

            แน่นอน หลายคนอาจพยายามปีนป่ายเพื่อเป็นดั่งฮีโร่ของพวกเขา...แต่มันจะข้ามพื้นฐานความสนุกแบบเด็กๆ ไปได้อย่างไร...ใครจะตอบ

..........

            ฟุตบอลสมัยใหม่ ที่คนรุ่นเตรียมแก่อย่างผมรู้สึกว่าสนุกน้อยลง ถูกขับเคลื่อนด้วยเงิน

            หลายทีมยอมทุ่มเงินแพงระดับซื้อดินแดนในโลกที่ 3 ได้ทั้งประเทศ เพื่อแลกกับขา 2 ข้างของดาวเตะซูเปอร์สตาร์

            ความสำเร็จกำลังจะถูกซื้อได้ด้วยเงิน แต่แมนเชสเตอร์ซิตี้ก็กำลังถูกทีมเล็กทีมน้อยทดสอบศรัทธาทุน ว่ามันไม่แน่เสมอไป

            เมื่อเงินเข้ามา นักฟุตบอลหลายคนลืมไปแล้วว่า เตะบอลให้สนุกทำอย่างไร รู้เพียงแต่ว่าฟุตบอลนั้นสร้างชื่อเสียง เงิน และมอบความเป็น ‘เซเลบ’ ให้พวกเขาได้

            พ่อค้าแข้งบางคนถึงกับประท้วงไม่ยอมเข้าสนามซ้อม หากต้นสังกัดเดิมของตนไม่ยอมปล่อยตัวไปอยู่กับทีมใหญ่ที่ให้ค่าเหนื่อยเกินกึ่งแสนปอนด์ นั่นคือความกร่างของนักบอลสมัยนี้

            และนั่นคือขั้นตอนการย้ายทีมของ มิชาเอล เอสเซียง จากลียงสู่เชลซี

..........

 

            ความไม่เป็นมืออาชีพอีกอย่าง ที่มีให้เห็นทุกยุคสมัย คือ นักฟุตบอลระดับซูเปอร์สตาร์บางคน ยังคงยืนนิ่งงัน สลับกับวิ่งเหยาะแหยะไปมาหน้าประตู ครั้นจะจ่ายบอลก็ส่งออกทะเล เขาจะยืนทำตัวหล่ออยู่แถวหน้าประตู วาดฝันว่าครั้งหนึ่งในชีวิตต้องพิชิต บัล'ลงดอร์ให้ได้
            จะมีลูกขยันบ้างก็ต่อเมื่อต้องหาพื้นที่ว่างให้ 'ตัวเอง' เพื่อโชว์ผลงานให้สมฐานะพ่อค้าแข้งสกิลสูง
คนพวกนี้มักจะโดนเพื่อร่วมทีมแจก 'ฟัก' ให้อยู่ร่ำไป
            เพราะกีฬาที่เล่นเป็นทีมอย่างฟุตบอล 'มืออาชีพ' ทีมเวิร์คและความทุ่มเทโดยเห็นผลประโยชน์ของทีมเป็นใหญ่ สำคัญมากกว่าใครจะเป็นแมนออฟเดอะแมตช์ หรือดาวยิงผู้อุ้มลูกฟุตบอลกลับบ้านหลังทำแฮตทริก

            นี่คือข้อดีของฟุตบอลสมัยใหม่ แบดบอยในสนามพวกนี้ ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ เกมที่เน้นการเล่นเป็นระบบมากขึ้น แม้แต่ทีมที่เต็มไปด้วยแข้งชั้นดี ก็ยังต้องการสิ่งที่เรียกว่าทีมเวิร์ค พฤติกรรมศูนย์กลางจักรวาลแบบนี้จะทำให้ตัวเองถูกดูดไปสู่หลุมดำในโลกลูกหนังที่ไม่มีวันได้โผล่หัวออกมาอีก

            สุดท้ายก็ไม่มีใครสามารถเล่นบอลบนหลังเพื่อนได้อีกต่อไป

..........

            เดิมทีสโมสรลิเวอร์พูลจะมีระบบ ‘บูทรูมสตาฟฟ์’ ใครจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของคณะผู้ฝึกสอน ต้องผ่านงานในห้องเก็บรองเท้ามาก่อน เป็นประเพณีที่เอื้อให้เด็กถิ่นและคนในมีสิทธิ์ได้ใบผ่านงานก่อนใคร

            ระบบเก่าแก่นี้ถูกถอดถอนไป เมื่อสโมสรเปิดโอกาสให้ เชราร์ อุลลิเยร์ กุนซือชาวฝรั่งเศสเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมในปี 1998 เป็นคนนอกห้องเก็บเกือกรายแรกในรอบหลายสิบปี

            จนกระทั่งล่าสุด เมื่อลิเวอร์พูลแต่งตั้งนักเตะและโค้ชระดับตำนาน เคนนี่ ดัลกลิช เข้ามาในฐานะผู้จัดการทีมรอบ 2 หลังจาก 20 ปีผ่านไป

            ก่อนหน้านี้แฟนบอลต่างเรียกหา ‘คิงเคนนี่’ มาหลายครั้ง ในช่วงสโมสรตกต่ำ

            พวกเขาอาจกำลังทวงคืนระบบจารีต – บูทรูมสตาฟฟ์ คาดหวังว่า ‘คิง’ คนเก่าจะกลับมาสร้างประวัติศาสตร์บทใหม่

..........

            แต่อย่างไรเสีย ลูกกลมๆ ยังเป็นสัญลักษณ์ของความไม่แน่นอนเสมอ และบนความไม่เที่ยงนั้น ขอให้เกมฟุตบอลยังคงยึดมั่นศรัทธาอยู่ในสัณฐานความกลม อย่าให้นายทุนคนไหนมาปลุกปั้นให้มันกลายเป็นสี่เหลี่ยม จนเสื่อมมนต์แห่งความสนุกลงไป 

พ้นสมัย

posted on 17 Jan 2011 19:08 by deomagazine  in ALIEN-ATE-YOU

ผมมีคอมพิวเตอร์ใช้ก่อนใครๆ ในรุ่นเดียวกัน ตั้งแต่สมัยอยู่ ป.6 พออยู่ ม.ต้น ผมก็สามารถซื้อชิ้นส่วนมาประกอบเข้าเคสเป็นพีซีหนึ่งเครื่องได้สบายๆ เรื่องซอฟท์แวร์ ฮาร์ดแวร์อัพเกรดไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ การรื้อซ่อมคอมฯก็ไม่เกินกำลัง  

            ตอนอยู่มหาวิทยาลัย ผมก็ยังถูกจัดว่าเป็นคน ‘เทรนดี้’ แม้ไม่ได้เก๋ระดับ ‘เทรนด์ เซ็ตเตอร์’ แต่ก็เรียกได้ว่าไม่ใช่คนตกยุค โดยเฉพาะเรื่องคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีก้าวเข้าสู่โลกอินเทอร์เน็ต ผมยังเกาะตามกระแสอยู่

             ใครบางคนเปรียบไว้ว่า ‘เทคโนโลยีเป็นเหมือนม้าให้มนุษย์ขี่’

            จนมาวันนึงผมรู้สึกว่าตัวเองตกจากหลังม้า แม้ไม่ถึงตาย แต่เมื่อต้องออกแรงวิ่งไล่ รู้สึกเหมือนมันจะวิ่งนำไปไกลโข

            ในขณะที่ใครๆ พูดถึงเรื่องรถไฟความเร็วสูง ผมก็ยังวิ่งไล่ตามม้าตัวเดิมอยู่

......

          การวิ่งตามยุคสมัยนั้น แสนเหน็ดเหนื่อย ยิ่งให้เกาะโหนเหนี่ยวไปกับขบวนสังคม รังแต่จะทำให้แขนขาหมดเรี่ยวแรง ซ้ำยังเป็นตัวถ่วงขวางโลกอย่างไร้เหตุผล  

            แต่บางครั้งการหยุดอยู่กับที่ อาจเป็นเหตุให้สิ่งที่ทะยานตามหลังมาเฉี่ยวชนจนได้รับบาดเจ็บ

            บนถนนชีวิต มีทางเลือกจำกัดจำเขี่ยอย่างน่าบัดซบ

            หลังจากพยายามปลอบประโลมตัวเองว่า ‘สังคมโลกกำลังถูกใครบางคนหลอกให้วิ่งตาม เพื่อรายรับที่งอกงามในกระเป๋าของเขา’ แต่พอมองอีกที เรื่องนี้อาจเป็นองุ่นเปรี้ยว

            บางทีคนในวัย 30 ยุคนี้ อาจจะไม่ได้ผ่านร้อนหนาวมามากจนเรียกว่าล้าสมัย แต่บางครั้ง เราก็ปฏิเสธตัวเองไม่ได้ว่า มันคือ ความรู้สึกเหนื่อยล้ากับยุคสมัย

            ......

            ผมพยายามจะหาซื้อโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ เพื่อมาแทนของเดิมที่ทำให้การพูดคุยผ่านคลื่นเจือด้วยเสียงพายุ

            หลังจากเดินสอดส่องตามร้าน เปิดหาข้อมูลบนเว็บหลายวัน จึงพบว่า ความรู้ที่เรื่องโทรคมนาคมที่เรามีอยู่ ไม่เพียงพอต่อการเป็นผู้บริโภคธรรมดาๆ เสียแล้ว เมื่อโทรศัพท์มือถือ เริ่มมีแต่จอสัมผัส คนอัพข้อมูลลงโซเชียลเน็ตเวิร์ค พร้อมท่องโลกไซเบอร์จากมือถือกันเป็นว่าเล่น เด็กๆ ก็มีไว้ห้อยคอเหมือนพระเครื่องในยุคคุณปู่

            การที่จะหาโทรศัพท์มือถือธรรมดา แบบไม่ต้องมีกล้อง ไม่เอาวิทยุ ไม่เอาเอ็มพี3 ทนๆ ถูกๆ ยากพอๆ กับการหานักบุญในหมู่คนรวย เพราะของถูก ก็ทำให้ไม่ทน เจ๊งง่าย แค่ 2 เดือนก็ถูกลดสถานะเป็นก้อนโพลีเมอร์สำหรับทับกระดาษ จะเอาดีขึ้นมาหน่อย ดันมีลูกเล่นอะไรมากมายเสียจนใช้ไม่ครบแน่ๆ

            ยิ่งคุยเรื่องระบบ 3จี กัน มันชวนสังสัยว่า จะโดนยุคสมัยจะลากถูลู่ถูกังไปทางไหนอีก

ไม่นับพวกเครื่องอ่านอีบุ๊คจอแบนๆ หรือโทรศัพท์ที่สามารถแปลเสียงคนเป็นตัวอักษรได้แล้ว เทคโนโลยีล้ำโลกทะลุจักรวาลพวกนี้ทำให้ผมตกใจ จนรู้สึกกลัว

            หรือผมเป็นดีมานด์ ที่ซัพพลายรังเกียจ

......

หลังจากออกไปสัมภาษณ์กูรูเทเลคอมคนหนึ่ง เรื่องความฉลาดเฉลียวของโทรศัพท์ที่มีระบบปฏิบัติการในตัวเอง ตั้งแต่ ซิมเบี้ยน ไอโอเอส บีบี แอนดรอยด์ รู้สึกอยากสำลักออกมา

ข้อมูลบ่งชี้ว่า คนไทยบริโภคตามแบบฝรั่ง รับวัฒนธรรมมาโดยไม่รู้วิธีการใช้ โทรศัพท์ฉลาดก็เช่นกัน มันเรียกร้องความสมาร์ทของคนมากเกินกว่าเราจะมีให้ วัยรุ่นก็เลยซื้อบีบีไปพิมพ์ข้อความสั้นๆ เพื่ออัพเดตสเตตัส กิน ขี้ ปี้ นอน เท่านั้น

นั่งฟังเรื่องราวของสมาร์ทโฟนมานาน ก็ได้คำตอบว่า หากวัด ‘ไอคิว’ กันตัวต่อตัว ผมคงสติวปิดกว่าอุปกรณ์สื่อสารเสียแล้ว

......

            ในมหกรรมหนังสือระดับชาติ ผมเคยสวมบทบาทเป็นพ่อค้าอยู่บ้างในบางครา

            ครั้งหนึ่ง หนุ่มน้อยคนหนึ่งเดินมาพร้อมแฟนสาว เขาชี้ไปที่หน้าปกหนังสือเล่มหนึ่ง แล้วถามว่า

            “คนนี้คือใครครับพี่”

            น้องคนขายหนังสือที่ยืนอยู่ข้างๆ จัดการยิบหยื่นประวัติสรรพคุณบุคคลท่านนี้ใส่หัวสมองหนุ่มน้อยนั้นภายในครึ่งนาที

            หนุ่มน้อยคนนั้นอาจจะเกิดไม่ทันเห็นฮีโร่สวมหมวกเบเร่ต์ติดดาวอยู่ตามท้ายรถสิบล้อแล้ว แต่ยังไม่สาย ที่คนหนุ่มวัยต่ำกว่า 20 จะเริ่มทำความรู้จักกับวีรบุรุษที่ยังทิ้งรอยเท้าไว้บนกาลเวลา

            เช เกวารา อาจอยู่ท้ายุคสมัยมานาน ตราบที่คนรุ่นใหม่ๆ ยังคงใส่ใจทำความรู้จักกับสหายผู้นี้อยู่ ทำให้ ‘เช ยังไม่ตาย’

            หากขบวนยุคสมัยวิ่งเร็วเสียจนทำบางอย่างตกหล่น แต่ก็ขอให้หอบหิ้วอนุสาวรีย์วีรบุรุษติดไปตั้งวงสนทนากับคนรุ่นหน้าบ้าง...ก็ยังดี