บอกกล่าว: เนื่องในโอกาสครบรอบ 33 ปีของเหตุการณ์ 6ตุลา 2519กองบก. ดีโอ ได้รับจดหมายอิเล็กทรอนิกส์จากมิตรหนังสือท่านหนึ่งที่ศึกษาอยู่ในชมพูทวีปเมื่อคืนนี้ จึงขออนุญาตลงไว้ในบล็อกเพื่อแลกเปลี่ยนกับทุกๆ ท่าน 

 

 

           

             *ภาพรางวัลพูลิตเซอร์ (Pulitzer Prizes)ประจำปี 1977 ของช่างภาพสำนักข่าว AP  Neal Ulevich

 

 

 

                                                                                                                                     5 ตุลาคม 2552

 

                สำหรับคนทั่วๆ ไปในสังคมไทย วันนี้คงเป็นแค่วันธรรมดาวันหนึ่งสำหรับสังคมที่ลืมง่ายอย่างสังคมไทย ภาพชาวพุทธคนหนึ่งเอาเก้าอี้หวดไปที่ศพร่างหนึ่งอย่างไม่ปรานีปราศรัยบริเวณท้องสนามหลวงตรงข้ามวัดพระแก้วสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของพุทธศาสนาที่ว่ากันว่าสอนถึงความเมตตา ภาพนายตำรวจคาบบุหรี่ยิงปืนอย่างเลือดเย็น ภาพผู้ชุมนุมถูกจับนอนราบเปลือยท่อนบนกลางสนามฟุตบอลธรรมศาสตร์และภาพการสังหารโหดอื่นๆ ในเช้าวันที่ 6 ตุลา 2519 คงเป็นภาพที่ถูกลืมไปแล้วพร้อมๆ กับตัวเลขในปฏิทินที่เปลี่ยนแปลงไป

 

แต่สำหรับผู้มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหยื่อในเหตุการณ์ หรือผู้ที่รักความเป็นธรรมซึ่งได้ศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองที่ชุ่มไปด้วยเลือดของรัฐไทยแล้ว ภาพอันน่าอัปยศนี้คงจะเป็นอะไรที่ลืมไม่ลง

 

จุดเริ่มต้นของการสังหารโหดของเช้าตรู่วันที่ 6 ตุลานั้นมาจากภาพการแสดงละครล้อระหว่างการประท้วงการกลับเข้าประเทศของพระถนอม และจากกรณีการอุ้มฆ่าและแขวนคอสองพนักงานการไฟฟ้าที่ติดโปสเตอร์ประท้วงการกลับมาของพระถนอม ผู้ชุมนุมที่กรุงเทพฯ ได้ทำการแสดงละครล้อเพื่อประท้วงการสังหารโหดพนักงานการไฟฟ้าครั้งนี้ ทว่าละครที่แสดงนั้นกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความโหดร้าย ได้มีผู้นำภาพการแสดงละครล้อนั้นเผยแพร่และทำการปลุกระดมว่าผู้ชุมนุมจงใจที่จะทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและต้องการทำลายสถาบันอันเป็นที่เคารพยิ่ง มีการถกเถียงกันต่างๆ นานาว่าภาพนี้มีการตัดต่อหรือไม่ และหากมีการตัดต่อใครเป็นคนทำ

 

ไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร ท้ายที่สุดแล้วภาพเจ้าปัญหานี้ก็นำไปสู่การนองเลือด จดหมายฉบับนี้ผมคงจะไม่พูดถึง 6 ตุลาในแง่ประวัติศาสตร์เพราะคงมีคนพูดถึงกันมากแล้ว อีกทั้งผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งโดยตรงและโดยอ้อมคงจะพูดถึงเรื่องราวต่างๆ ได้ดีกว่าผม เพราะผมเกิดหลังจากเหตุการณ์นั้น 8 ปี

 

อย่างไรก็ดี ภาพบางภาพที่ผมได้เห็นเมื่อสองสามวันก่อนระหว่างที่กำลังศึกษาต่อที่ประเทศอินเดียนี้ได้จุดประกายให้ผมเขียนจดหมายฉบับนี้ขึ้นมา

 

                2 ตุลาคมเป็นวันคล้ายวันเกิดของคานธี ผู้นำการต่อสู้คนสำคัญคนหนึ่งของอินเดียที่ต่อสู้เพื่อเอกราชจากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษจนได้รับการยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของประเทศ วันเกิดของเขากลายเป็นวันหยุดประจำชาติและใบหน้าของเขาก็ได้ถูกพิมพ์ลงในธนบัตรทุกราคาที่ใช้ในประเทศนี้

 

จากตรงนี้คงไม่ต้องบอกว่าสำหรับสังคมอินเดียเขาได้รับการยกย่องมากแค่ไหน แต่เนื่องจากคานธีเป็นผู้มีหัวอนุรักษ์นิยมเชิงศาสนาและเชื่อมั่นในระบบวรรณะ กลุ่มคนชั้นล่างกลุ่มหนึ่งจึงไม่ค่อยชอบใจนโยบายที่อิงศาสนาและมองสังคมผ่านแว่นระบบวรรณะของคานธีนัก

 

เมื่อวันที่ 2 ที่ผ่านมาขณะไปซื้อข้าวที่แคนทีนผมได้เห็นภาพโปสเตอร์ภาพหนึ่งของกลุ่มนักเรียนที่มาจากวรรณะระดับล่างเชิญชวนให้ไปร่วมฟังการเสวนาในหัวข้อ คานธีกับความรุนแรงที่มีต่อคนวรรณะล่างบนโปสเตอร์มีภาพตัดต่อเอาหน้าคานธีไปวางบนร่างของแรมโบ้กล้ามใหญ่ถือปืนกระบอกโต

 

ที่ร่ายยาวมานี้ดูเหมือนว่ามันไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเหตุการณ์ 6 ตุลาเลย แน่นอนว่าคานธีนั้นไม่ได้เกี่ยวอะไรกับ 6 ตุลา แต่สิ่งที่ผมกำลังจะสื่ออยู่ตรงที่การเปรียบเทียบความเหมือนกันในเหตุการณ์ (ภาพตัดต่อ) กับผลลัพธ์ที่แตกต่างระหว่างที่อินเดียกับไทย

 

                สำหรับอินเดียคนอินเดียโดยส่วนใหญ่มองคานธีอย่างศรัทธาและชื่นชม ทว่าเมื่อกลุ่มนักศึกษาที่มีความเห็นต่างทำการติดโปสเตอร์ที่ตัดต่อรูปของคานธีกับแรมโบ้ กลุ่มผู้ที่สนับสนุนคานธีกลับไม่มีการดำเนินการต่อต้านที่รุนแรง ไม่มีการใช้กำลังเข้าทำร้ายผู้ติดโปสเตอร์หรือเข้าไปทลายการเสวนาของกลุ่ม ตรงจุดนี้นี่เองที่แสดงถึงเสรีภาพในการแสดงออกและการยอมรับความแตกต่างอย่างสันติ  สิ่งที่ผู้สนับสนุนคานธีทำคือการติดโปสเตอร์หรือการจัดเสวนาตอบโต้เท่านั้นซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งปกติตามระบบประชาธิปไตย ไม่มีการก้าวล่วงไปสู่การใช้กำลังใดๆ ทั้งสิ้น 

 

สิ่งนี้แหละที่สังคมไทยยังขาดไปนั่นคือ การยอมรับความเห็นต่างและเสรีภาพในการแสดงออก แม้ว่าในมุมหนึ่งอินเดียอาจดูเป็นสังคมที่ปิดกว่าไทยด้วยปัจจัยด้านศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่นการแต่งกายที่นี่ผู้หญิงดูจะแต่งกายมิดชิดกว่าผู้หญิงไทยหรือด้านความเป็นเมืองและความเจริญทางวัตถุที่อินเดียดูจะล้าหลัง ทว่าด้านสิทธิเสรีภาพและการเคารพในความเห็นต่างทางการเมืองเราดูจะล้าหลังกว่าเขาหลายขุม

 

การที่ภาพล้อเลียนคานธีไม่นำไปสู่เหตุการณ์ 2 ตุลาที่นี่ ขณะที่ในไทยภาพละครล้อจากการชุมนุมได้นำไปสู้การเข่นฆ่าที่ทารุณจากน้ำมือของผู้ที่ปวารณาตนว่าเป็นชาวพุทธผู้มีเมตตาโดยมีสถานที่สำคัญทางศาสนาพุทธเป็นฉากหลังเหตุการณ์ที่มีจุดเริ่มต้นเหมือนกันนี้กลับมีจุดจบที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง

 

                6 ตุลาในแง่หนึ่งคือประวัติศาสตร์ที่จบไปแล้ว แต่หากเรามองอีกมุมหนึ่ง 6 ตุลาก็ยังคงเกิดขึ้นวนเวียนอยู่บ่อยๆ หลายครั้งหลายคราการแสดงความเห็นต่างได้จบลงด้วยความรุนแรงแม้จะไม่เท่าระดับ 6 ตุลา นั่นไม่ได้หมายความว่าเหตุการณ์รูปแบบเดียวกันจะไม่เกิดขึ้นอีก

 

ด้วยสถานการณ์ทางการเมืองไทยที่กำลังเข้มขึ้นทุกขณะในปัจจุบันนี้ถ้าสังคมไทยยังไม่ยอมรับความต่างอย่างสันติ เหตุการณ์ 6 ตุลาอาจหวนคืนมาอีกในเวอร์ชันที่รุนแรงกว่าก็เป็นไปได้

 

สุดท้ายนี้ ผมคงขอร่วมไว้อาลัยให้กับเหยื่อ 6 ตุลารวมไปถึงผู้ถูกปราบปรามและสังหารโดยไร้ความอยุติธรรมทุกท่าน และขอเป็นกำลังใจให้กับผู้ที่สูญเสียคนรัก  ผู้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 6 ตุลารวมไปถึงเหตุการณ์รุนแรงอื่นๆ และผู้ที่กำลังตกเป็นจำเลยสังคมเพียงเพราะความเห็นต่างทุกท่านครับ

 

หวังว่าฝันร้ายเมื่อปี 2519 คงจะไม่หวนกลับมาหลอกหลอนสังคมไทยอีกคราหนึ่ง

 

 

                                                                                              ด้วยจิตคารวะ

                                                                                           อานนท์ ชวาลาวัณย์

                  New Delhi, Republic of India

 

  

 

edit @ 6 Oct 2009 12:31:30 by deo.mag

edit @ 6 Oct 2009 12:56:24 by deo.mag

edit @ 6 Oct 2009 13:20:21 by deo.mag

edit @ 6 Oct 2009 14:29:49 by deo.mag

วันที่ไม่มีรถ (เหรอ)

posted on 22 Sep 2009 13:02 by deomagazine  in EarthFriendlyLivings


 

                เช้าวันนี้เป็นวันที่ผมตั้งใจเอาไว้ว่า ไม่ว่าสภาพอากาศจะเป็นเช่นไร อาจเป็นฝนรับอรุณ หรือแดดนรกแผดในเมืองกรุง หัวเด็ดตีนขาด ผมก็จะปั่นจักรยานไปให้ได้

 

                อาจจะเป็นเพราะดวงจิตส่วนหนึ่งยึดติดกับคำเสร่อที่บ้าเห่อตามกระแสอย่าง “Car Free Day” ก็เป็นได้  แต่ก็พยายามบอกตัวเองว่า มันก็แค่อีกวันหนึ่งที่ผ่านไป โดยไม่ต้องขับรถ เมื่อวานหรือวันก่อน ผมก็ปั่นจักรยานไปทำงานเหมือนกัน

 

          เหมือนทุกวันก่อนหน้า Car Free Day ปริมาณรถยนต์บนท้องถนนไม่ได้ลดจำนวนลงไปเลย ผมยังคงต้องออกแรงปั่นและฟอกปอดด้วยควันจากท่อไอเสียจำนวนมากอยู่เหมือนเดิม

 

                22 กันยายน เป็นวันรณรงค์ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวของสากลโลก เริ่มมีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1958 โน่น ในประเทศที่ขึ้นชื่อว่าผลิตมลพิษมากที่สุดในจักรวาลอย่างอเมริกา (ตอนนี้ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่ามีมนุษย์ต่างดาว ยกเว้นว่า District 9 สร้างจากเรื่องจริง)

 

                ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวในยุคนั้นก็เป็นเหมือนการตื่นตระหนกตกใจในวิกฤติพลังงาน (ไม่ใช่วิกฤติสิ่งแวดล้อม) ของฝรั่ง เลยต้องมีการปั่นกระแสลดการใช้พลังงานลง โชคดีที่ กระแส แบบฝรั่งเขา เอาจริงไม่ปาหี่เหมือนแลนด์ออฟสไมล์

 

                ส่วนในเรื่องของช่วงเวลาและวันที่นั้นก็กระจายๆ กันไปตามพื้นที่ประเทศต่างๆ แล้วแต่ว่ากระแสตื่นเขียวจะเป็นผุดใบอ่อนที่ไหน แต่มายึดกันเป็นสากลในวันที่ 22 กันยายน หลังยุค Y2K ปี ค.ศ.2000 นี่เอง

 

                หลังจากยุคฟองสบู่แตกเมื่อสิบปีก่อน เมื่อโลกเริ่มฟื้นตัวจากวิกฤติดการเศรษฐกิจ คลื่นการพัฒนาทางด้านวัตถุกลับมาอีกครั้ง คราวนี้ผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมเริ่มปรากฏกายให้เห็นทีละน้อย ทั้งภัยธรรมชาติที่เพิ่มดีกรีความคลั่งขึ้น ทั้งพายุเฮอริเคน และคลื่อนยักษ์สึนามิ ทำให้คน บางส่วน เริ่มตระหนักถึงเส้นทางตามรอยเท้าที่มนุษยชาติก้าวไปว่าเหยียบย่ำลงบนสิ่งใดบ้าง

 

                ช่วงกลางทศวรรษแรกหลังปี ค.ศ.2000 จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการรณรงค์ทางด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกันอย่างจริงจัง (ของคนบางกลุ่ม ในขณะที่บางกลุ่ม.......ช่างมันเถอะ!)

 

คำว่า โลกร้อน หรือ รักสิ่งแวดล้อม กลายเป็นเรื่องตลก หลังจากที่กลายเป็นกระแสให้กลุ่มนายทุนทั้งไทยและเทศ หัวทองและดำ รวมถึงชนชั้นกลางเอาสีเขียวสังเคราะห์มาฉาบทาตัวเพื่อเสริมบารมีรักษ์โลกจอมปลอม (บางทีภาพสีเขียวอาจช่วยลดภาษีก็ได้นะ)

 

          การรณรงค์ให้คนไทยมีความคิดและการกระทำร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพนั้น สามารถทำได้อย่างดีเยี่ยมยอดในวันสำคัญอื่นๆ  แต่กับเรื่องสิ่งแวดล้อมแล้วนั้น กลับกลายเป็นเพียงกระแสตื้นๆ ที่พ่ายแพ้ศิโรราบให้กับวิถีชีวิตที่ (มัก) ง่ายๆ แบบคนไทย

 

                แม้จะมีถ้อยคำจากชนชั้นปกครอง และชนกลุ่มนำว่ามีการรณรงค์อยู่อย่างต่อเนื่องถึงการลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล หันมาใช้ระบบขนส่งมวลชน (ที่พึ่งพาได้? และพวกเขาก็ไม่เคยได้ย่างกรายขึ้นรถเมล์ โดยเฉพาะสาย 8) รวมถึงเตรียมที่จะเข็นโครงการงดการขับรถสัปดาห์ละหนึ่งวัน ...และแล้วทุกอย่างก็จะหายไปพร้อมกับกลิ่นเรอที่เหม็นเปรี้ยว

 

                ...และสีเขียวที่เลอะมือพวกเขา...

 

 

 

เครดิตภาพ: จาก hi5 ร้านกางแปลง

 

 

 

 

 

ทราบข่าวจากมัลติพลายคุณ Akavit

http://akavit.multiply.com/calendar/item/10211

 

 

 

 

 

จากการโทรสอบถาม ทางร้านแจ้งว่า

บัตรราคา 100 บาท มีขายหน้างาน และมีซีดีแพลทตินั่มแจกด้วย

วงเปิดเล่นประมาณ 2 ทุ่มกว่าๆ เล่นจริงราว 4 ทุ่ม

แต่ควรมาแต่เนิ่นๆ เพื่อหาที่นั่งจ้ะ

 

จึงเรียนมาเพื่อทราบ

 

 

ข้อมูลเพิ่มเิติมขอเชิญที่

http://kangplang.hi5.com/friend/p185177520--kangplang--html?reissue=true

 

 

 

 

DE.O. Magazine issue 7 free d/l

posted on 28 Aug 2009 12:45 by deomagazine

 

 

 

 

ในเล่ม พบกับ

 

 

เรื่องอย่างว่า

อ่านอย่างไร ก็ได้อย่างนั้น

ลองอ่าน คนไทย ผ่านหนังสือ (ที่พวกเขาอ่าน)

และสารพัดสารเพเกี่ยวกับหมึกพิมพ์บนกระดาษเย็บเล่ม

 

ตามรอยเท้า

เก็บวันนี้ พรุ่งนี้ก็เก่า

ชวนปั่นไประลึกวัยเด็ก ที่บ้านพิพิธภัณฑ์

เพลิดเพลินเจริญตากับของเก่ายุค 2500

 

มรรค

การอ่าน ไม่ใช่วัฒนธรรมดั้งเดิมของเรา...คนไทยคุ้นเคยกับการสดับ ชม และฟังเอารสชาติเพลินๆ ผิวเผิน ต่างจากการอ่าน ที่มักต้องคิดไปพร้อมๆ กัน คนไทยจึงมักรู้สึกมากกว่าคิด...

บางคำจากบทสัมภาษณ์ ศิลา โคมฉาย

 

นอกบ้าน

นาฏกรรมคู่ขนานบนความช้า ปืนลม กระสุนยาง เป้านิ่งคิงคอง

กับ การแสดงสดเพลง side B

 

คีตสำเริง

ทางคู่ขนานของวงการดนตรีบ้านเรา

และ รีวิว Sound Awake

อัลบัมชุดที่ 2 โดย Karnivool โพรเกรสซีฟร็อกจากออสเตรเลีย

 

จากฝั่งธน

อลังการ เทวรูป ผุดทั่วกรุง ไม่เชื่ออย่าลบหลู่

แต่ถ้าอยากรู้ พลิกดูพลัน !

 

ฯลฯ

 

 

 

ดาวน์โหลดฟรีได้ที่

http://www.ziddu.com/download/6244031/deoissue7.pdf.html

 

 

 

อ่านแล้ว ยินดีรับข้อติด่าว่าชม และข้อเสนอแนะต่างๆ นานาตลอดเวลา

ทั้งที่บล็อกนี้ และ deo.magazine@gmail.com

 

 

 

ขอได้รับความขอบคุณ

ทีมงานนิตยสารดีโอ

 

 

DE.O. Magazine issue 7 SOON....!

posted on 26 Aug 2009 13:07 by deomagazine

 

 

 

edit @ 26 Aug 2009 14:14:55 by deo.mag