ไฟนั้น ส่อง (หา) อะไร?

posted on 04 Dec 2009 12:38 by deomagazine  in fromED

 

                ผมเป็นมนุษย์ออฟฟิศทำงานกินเงินเดือนอยู่หลายปีแล้ว อาคารที่ทำงานมีลักษณะเป็นบ้านกึ่งสำนักงาน หรือที่เรียกกันให้หรูดูเป็นคนเมืองก็ โฮมออฟฟิศอยู่ย่านสถานีรถไฟสามเสน เมื่อม้าเหล็กวิ่งผ่านบ้านหลังน้อยจะสั่นระรัวหลายริกเตอร์ดั่งเจ้าเข้า

 

 

                เดือนที่ผ่านมา สำนักงานบ้านหลังน้อยมีการเปลี่ยนแปลงภายในอยู่หลายอย่าง ทั้งทาสีใหม่ ทำหลังคาใหม่ เปลี่ยนห้องน้ำใหม่ เรียกรวมๆ เป็นภาษาชนชั้นกลางว่า รีโนเวท

 

 

                หลังจากการรื้อปรับปรุงใหม่ครั้งใหญ่ สิ่งที่ได้เพิ่มขึ้นมาจำนวนมากก็คือไฟ ส่วนสิ่งที่เสียไปอย่างเปล่าประโยชน์มากขึ้นก็คือพลังาน ไฟส่องสว่างหลายดวงส่องไปอย่างไร้ทิศทาง ส่องหาผนังบ้าง ฝังไว้ใต้อ่างล้างมือบ้าง ส่องให้สะท้อนจอคอมฯ เข้าให้แสบตาบ้าง

 

 

                ไฟหลายหลอดต่างส่องไปเพื่อสังเวยกิเลสของมนุษย์ที่ต้องการเสพความงามสว่างไสว ว่ากันโดยหลักการแล้วก็คือ ความงามมาก่อนประโยชน์ใช้สอยอยู่หลายก้าว (Function after Aesthetic)

 

 

                ห้องน้ำของ โฮมออฟฟิศ เล็กๆ มีอ่างล้างมือที่ทำจากแท่นหินคว้านกลวง มีไฟสีส้มกำลังสูงใส่อยู่ด้านใน แลดูแต่ไกลเป็นแท่นหินวิเศษสุดศักดิ์สิทธิ์ที่เรืองแสงได้อย่างเหนือธรรมชาติ...ไฟมันส่องหาอะไร

 

 

 

 

 

 

  ภาพอ่างล้างมือภายใน ‘โฮมออฟฟิศ’ แห่งนั้น

 

 

                ทุกวันนี้หลายที่สว่างเกินไป สว่างจนขาวโพลน ห้างสรรพสินค้าแหล่งรวมตัวและหัวใจคนเมืองบางแห่งถึงกับมีปริมาณการใช้ไฟสูงกว่าจังหวัดเล็กๆ ทั้งจังหวัด ทั้งที่ก็ไม่ได้มีเขื่อนส่วนตัวชื่อ พารากร เสียหน่อย หรือมีจุดประสงค์ในการส่องให้คนขาวเหมือนใช้ไวท์เทนนิ่งก็ไม่ทราบ

 

 

                แต่ที่แน่ๆ ไม่ได้มีใครใคร่สนใจในเรื่องผลาญพลังงานกันมากนัก เพราะมนุษย์ผู้มีเสียงดังในสังคม หรือผู้มีสิทธิ์ตัดสินชะตากรรมดวงเมืองทั้งหลาย (ชนชั้นบริหาร) ต่างก็เดินยกหูชูหางกันอยู่รอบบัลลังก์ทุนนิยมที่ส่องสว่างปานดาวประกายพฤกษ์กันถ้วนหน้า  ทำ CSR โฆษณาเขียวกันไปก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น หรือภาพลักษณ์ที่ดีมีสีเขียวของเศรษฐีและเศรษฐินีเหล่านั้นมีคลอโรฟิลด์สังเคราะห์แสงได้?

 

 

                โคมระย้าหลอดไส้นับแสนล้านท้าทายนโยบายโลกที่รณรงค์การเปลี่ยนหลอดไส้ให้เป็นหลอดประหยัดพลังงานทั้งหมด แสงสีส้มเหลืองส่องทั่วบริเวณถนนกว้าง สะท้อนเลนส์ถ่ายภาพ canon 450D หรือ Nikon D80 เป็นประกายวับแววระยับระยำ รถราติดกันอย่างหนัก ผู้คนมากมายชื่นชมความงามของราวโคมไฟที่ไร้ค่าไร้ประโยชน์ (non function)  สุดๆ (non function) 

 

 

                ไฟเหล่านี้ส่องหาอะไร?

               

 

                หงุดหงิดเลยเขียน (ไม่ค่อยปะติดปะต่อ)

                ที่ โฮมออฟฟิศ แห่งหนี่ง

                เขตดุสิต จังหวัดพระนคร

 

            

edit @ 4 Dec 2009 14:14:34 by deo.mag

ระหว่างที่ไม่มีปัญญาทำให้ DE.O. เล่มใหม่คลอดออกมาได้ ก็หาอะไรเขียนเพื่อขัดตาทัพไปก่อน

ช่วงต้นสัปดาห์นี้ (ต้นพฤศจิกายน 2552) น่าจะเป็นห้วงเวลาแห่งความอลหม่านขนานใหญ่ เมื่อเหตุการณ์สำคัญ 4 อย่างบังเกิดขึ้นพร้อมกัน โดยไม่แน่ใจว่ามีได้มีการนัดหมายกันไว้ล่วงหน้าหรือเปล่า หนึ่งคือศุกร์สิ้นเดือนวันกระเป๋ารั่วของมนุษย์ทุน สองคือเปิดเทอมวันกระเป๋ารั่วของผู้ปกครอง สามคือลอยกระทงวันกระเป๋ารั่วแบบไทยแลนด์ สี่คืออากาศเริ่มหนาวแล้ว! เงินก็ไปหล่นอยู่ในลานเบียร์

                นับว่าเป็นต้นสัปดาห์ที่เกิดวิบัติการณ์จริงๆ และก็จะทำให้ปุถุชนผู้มีชีวิตอยู่ตามระบบทุน ถูกฤทธิ์ของลัทธิบริโภคนิยมละลายทรัพย์จนหมดเกลี้ยงไปในช่วงพริบตาเพียงไม่กี่วันนี้ ด้วยสาเหตุสำคัญใน 4 เหตุการณ์ข้างต้นนั้นเป็นสำคัญ

                หลังจากจบเทศกาลลอยกระทงแบบสามัญบางกอกที่ผมไม่ได้มีส่วนร่วมด้วยแล้ว ผมกลับได้มีโอกาสไปสัมผัสกับบรรยากาศของมหาเทศกาล ณ เมืองเชียงใหม่ ที่ควันธูปเทียนจากกระทง และประทัดพลุ ยังคงอบอวลอยู่ถึงสามวันเต็มๆ ในเทศกาลลอยยี่เป็งเมืองเชียงใหม่

                จะว่าไปแล้ว การไปแอ่วเชียงใหม่นี่ก็ไม่ได้เป็นประสงค์ส่วนตนแต่อย่างใด แต่เนื่องด้วยหน้าที่การงานมันจูงจมูก ลากถูลู่ถูกังจนหมดทางหลีกเลี่ยง ต้องไปเดินหัวหมุนอยู่ในเทศกาลอันอุ่นหนาฝาคั่งไปด้วยฝูงชน ผิดกับจริตธรรมดาของมนุษย์ติสต์แตกผู้พึงใจในความสันโดษเช่นผม หึหึ

                เย็นค่ำย่ำสนธยา สิ้นแสงระวีส่องหล้า โอ้ถึงเวลาแล้วสิเรา...(เพลงโรงเรียนสมัยผมเรียนมัธยม ไม่เกี่ยวกับลอยกระทงแต่อย่างใด) ภาระการงานถูกปลดเปลื้องไว้เบื้องหลัง หนุ่มติสต์แตกจึงเริ่มออกตะลุยราตรีแบบไม่เต็มใจ แต่ต้องไปให้รู้ถึงแก่น

 

                เมืองเชียงใหม่ในวันนั้น ตั้งแต่สะพานนวรัตน์ถึงประตูท่าแพถนนสายวัยรุ่นปิดการจราจรสนิท บ้านเรือนประดับประดาสวยงามด้วย ผางประทีป (เชิงเทียนเล็กๆ) เต็มสองข้างทาง มีแต่สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนเท่านั้นที่ยึดพื้นที่ไว้ทั้งหมด ผู้คนเหล่านี้มารวมตัวกันมากมายจนแออัดจอแจ ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนนักศึกษา คนถิ่นที่ท่องราตรีตามเทศกาล จะหาคนพลัดบ้านอย่างนักท่องเที่ยวก็มีบ้าง แต่ดูบางตา กิจกรรมที่ทุกคนต่างก็ทำเหมือนๆ กันคือ ปล่อยโคมลอยทำจากกระดาษสา จุดไฟไว้ด้านใน ใช้หลักการเดียวกับบอลลูนในการลอยขึ้นสูง

                โคมที่ว่านี่มีมาแต่ช้านานด้วยความเชื่อที่ว่า... ช่วงเทศกาลนี้โคมกระดาษมีขายทั่วไป หลายขนาดหลายราคา แต่ที่ขาดไม่ได้ในศักราชนี้ก็คือ โคมลายแพนด้า สัตว์คู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่ในยุคโพสต์โมเดิร์น

                เชียงใหม่คืนนั้น สว่างไสวไปทั่ว ท้องฟ้าประดับไปด้วยโคมลอยดารดาษนับพันหมื่นส่องระยิบดุจดวงดาวประดิษฐ์ที่ลอยคล้อยตามแรงลมต้นหนาว จนกว่าจะมอดดับและร่วงหล่นใส่หลังคาบ้านใครสักแห่ง

เท่าที่ทราบมา แต่เดิมโคมลอยจะมีจะจุดกันเฉพาะในเทศกาล เดือนยี่เป็งหรือ วันเพ็ญเดือนสิบสอง เฉพาะแถบล้านนาเท่านั้น แต่ด้วยความหัวใสและหัวเสธฯ ของผู้ประกอบการท่องเที่ยงชาวสยาม โคมลอยจึงเป็นสินค้าวัฒนธรรมเชิงท่องเที่ยวที่ถูก ขาย จนแพร่กระจายไปทั่วประเทศ เนื่องจากเป็นที่แปลกตาแต่ถูกใจของฝูงฝรั่งมังค่านักหนา โคมลอยที่ว่าจึงลอยเท้งเต้งเป็นประทีปในรัตติกาลอยู่ทั่วทุกสารทิศในเมืองไทย ทุกวันแม้ไม่มีเทศกาล และวันหยุดราชการ ตราบที่คนไทยยังเทิดทูนนักท่องเที่ยวดุจพระเจ้าผู้สร้างโลก

ครั้งหนึ่ง ผมเคยไปที่เกาะพะงันสวรรค์ฟูลมูน (สมัยนี้มีทั้งฮาล์ฟมูน และ แบล็กมูนด้วย) มีการจุดโคมลอยกันในยามค่ำคืนบริเวณหน้าหาด หมายเป็นจุดดึงดูดสายตานักท่องเที่ยว แต่พ่ายแพ้แก่ลมสวรรค์ที่ดันพัดเข้าหาฝั่ง โคมเจ้ากรรมลุกไหม้และถูกพัดเข้าหาหลังคาบังกาโลมุงจาก ทีนี้ทั้งพี่ฝรั่งและน้องไทยก็ตามดับไฟกันจ้าละหวั่น

 

ผมแหงนหน้ามองไปยังโคมที่ค่อยๆ ลอยขึ้นบนท้องฟ้า มีเสียงดังขึ้นเฉียดปลายเท้า ปังๆ คล้ายอาวุธร้ายสักชนิด

ไม่มีปลอกกระสุนของใครตกเหมือนในหนังฮอลลีวูด หรือจะเป็นแก๊สน้ำตา!

ไม่ใช่...ใครสักคนโยนประทัดไม่ทราบชนิด ขนาด และสัญชาติลงมาบนถนนคนเดิน

ใครอีกหลายคนกำลังทำแบบเดียวกัน พลุไฟ ประทัดที่นิยมจุดกันให้โค้งขึ้นท้องฟ้า บัดนี้มันวิ่งในแนวราบ สวัสดิภาพของคนเดินจึงเป็นเรื่องที่ถูกกำหนดขึ้นโดยกรรมที่ไม่รู้จะแก้อย่างไร ไม่ต้องสแกน ไม่ต้องตัดตอน นอกจากตัวใครตัวมัน

เสียงโครมคราม ตูมตาม ปึงปัง ดังทะลุโสตไม่ขาดระยะ ตังแต่หัวค่ำถึงกลางดึก แสงประกายจากประทัดพลุ ลูกน้อยใหญ่แหวกอากาศทะลุฟ้าขึ้นไปแตกกระจายส่งเสียงคำรามปานขีปนาวุธ ไม่นับรวมเครื่องเล่นบรรจุดินปืนอีกหลายอย่างที่พร้อมระดมสรรพกำลังเข้าใส่ฝูงชน เช่น ไฟเย็น กระเทียม มะยม หรือ อาจมีต้นหอม และมะม่วงด้วยไม่ทราบได้

บรรยากาศที่คลับคล้ายจะเป็นกรุงคาบูล ชาวอัฟกานิสถานผู้ไม่พิศมัยในกลิ่นอายที่คล้ายบ้านตัวเองคงไม่เจาะจงเลือกที่นี่เป็นเป้าหมายในการท่องเที่ยวเป็นแน่

“This is a war” เสียงใครสักคนร้องทัก

ฝรั่งเรียกสงกรานต์บ้านเราว่า Water war เพราะมีนักท่องเที่ยวมาเล่นสงครามน้ำกันมากมาย และทวีความดิบเถื่อนขึ้นทุกปี ภาครัฐอาจคิดพัฒนางานวันเพ็ญเดือนสิบสองให้เป็น Full moon war ในไม่ช้า และคงดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากมาย ยกเว้นมนุษย์จากดินแดนที่มีสงครามจริงๆ

 

กว่าจะหลบเลี่ยงหอบสังขารมาจากสะพานนวรัตน์จุดศูนย์กลางของสงครามมาได้ ก็ใช้เวลานานทีเดียว เพราะต้องใช้ความสามารถเฉพาะตัวในการหลบเลี่ยงอาวุธเพลิงตามบุญกรรม  

ติดกับเขตสงคราม มักมีเขตหยุดยิง ผมอาจกำลังมองหาฉนวนกาซ่า!

วันนี้เป็นวันสุดท้ายของเทศกาลยี่เป็ง จึงมีขบวนแห่พาเหรดขนาดยาวมากๆ ดวงไฟจากรถขบวน และสาวงามมากมาย! ถ้าสิ่งสวยงามอยู่ในสวรรค์จริง มันก็คงอยู่ถัดจากนรกที่สะพานนวรัตน์นี่แหละ เป้าหมายต่อไปคือการบุกตะลุยฝ่าขบวนแห่สู่ประตูท่าแพ

ผู้คนมากมายต่างแห่แหนกันมารอชื่นชมความงามของการประกวดขบวนแห่ซึ่งจะมีขึ้นในวันสุดท้ายในช่วงเทศกาลทั้งหมดสามวัน ทั้งนั่งดูกันริมบาทวิถี บนยอดตึก และร้านเบียร์ริมทาง

หญิงงามมากมายในชุดไทยวิจิตร ไทยประยุกต์ และล้านนา ดึงดูดสายตาและกล้องถ่ายรูปนับร้อยได้เป็นอย่างดี ผมลองใช้สายตาเพศผู้พิเคราะห์ดูดีๆ แล้ว หญิงงามเหล่านั้นกว่าครึ่งเป็นเพียงผู้ที่ดู คล้าย จะเป็นสตรีเท่านั้น

และสิ่งที่สะดุดใจตรึงตาผมมากกว่าอะไรทั้งหมด กลับไม่ใช่ขบวนพาเหรด แต่เป็น พระ

สองวันก่อนหน้าที่จะมาเชียงใหม่นี้ ผมเพิ่งได้ชมภาพยนตร์ระดับรางวัลที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเกย์อย่าง Milk ที่นำแสดงโดย Sean Penn มาหยกๆ ประทับใจในการต่อสู้เพื่อทำลายทำนบขวางกั้นเรื่องเพศมาก ภาพของเกย์ผู้เป็นฮีโร่ยังติดตาอยู่หลายวัน

แต่วันนี้ขบวนเบี่ยงเพศที่ผมเจอกลับเป็นกลุ่มพระเณรที่ห่มจีวรรัดติ้ว ห่มสบงในทรงสไบ ปากชมพูไฉไลดุจฉันอุทัยทิพย์มาสักครึ่งขวด ภาพอื้อฉาวที่เคยเห็นมาจากหน้าหนังสือพิมพ์ได้ปรากฏเป็นกายเนื้อวี้ดว้ายอยู่เบื้องหน้าข้าพเจ้าแล้ว ได้พบกับพระและเณรแห่งประตูท่าแพอันเป็นตำนานที่ยังมีลมหายใจ...และเสียงกรี๊ด

พุทโธ ผมนึกอุทานในใจ ไม่มีคำบรรยายใดต่อจากนั้น

ภาพขบวนยาวนับกิโลไหลผ่านไปไกลแล้ว แต่ภาพ พระ และ เณรยังคงติดตาตรึงใจมิเสื่อมคลาย

ผมกล้าพูดได้เลยว่าภูมิใจกว่าได้อุ้ม หลินปิง เสียอีก จริงๆ นะเจ้า!

 

 

edit @ 14 Nov 2009 01:24:35 by deo.mag

บอกกล่าว: เนื่องในโอกาสครบรอบ 33 ปีของเหตุการณ์ 6ตุลา 2519กองบก. ดีโอ ได้รับจดหมายอิเล็กทรอนิกส์จากมิตรหนังสือท่านหนึ่งที่ศึกษาอยู่ในชมพูทวีปเมื่อคืนนี้ จึงขออนุญาตลงไว้ในบล็อกเพื่อแลกเปลี่ยนกับทุกๆ ท่าน 

 

 

           

             *ภาพรางวัลพูลิตเซอร์ (Pulitzer Prizes)ประจำปี 1977 ของช่างภาพสำนักข่าว AP  Neal Ulevich

 

 

 

                                                                                                                                     5 ตุลาคม 2552

 

                สำหรับคนทั่วๆ ไปในสังคมไทย วันนี้คงเป็นแค่วันธรรมดาวันหนึ่งสำหรับสังคมที่ลืมง่ายอย่างสังคมไทย ภาพชาวพุทธคนหนึ่งเอาเก้าอี้หวดไปที่ศพร่างหนึ่งอย่างไม่ปรานีปราศรัยบริเวณท้องสนามหลวงตรงข้ามวัดพระแก้วสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของพุทธศาสนาที่ว่ากันว่าสอนถึงความเมตตา ภาพนายตำรวจคาบบุหรี่ยิงปืนอย่างเลือดเย็น ภาพผู้ชุมนุมถูกจับนอนราบเปลือยท่อนบนกลางสนามฟุตบอลธรรมศาสตร์และภาพการสังหารโหดอื่นๆ ในเช้าวันที่ 6 ตุลา 2519 คงเป็นภาพที่ถูกลืมไปแล้วพร้อมๆ กับตัวเลขในปฏิทินที่เปลี่ยนแปลงไป

 

แต่สำหรับผู้มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหยื่อในเหตุการณ์ หรือผู้ที่รักความเป็นธรรมซึ่งได้ศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองที่ชุ่มไปด้วยเลือดของรัฐไทยแล้ว ภาพอันน่าอัปยศนี้คงจะเป็นอะไรที่ลืมไม่ลง

 

จุดเริ่มต้นของการสังหารโหดของเช้าตรู่วันที่ 6 ตุลานั้นมาจากภาพการแสดงละครล้อระหว่างการประท้วงการกลับเข้าประเทศของพระถนอม และจากกรณีการอุ้มฆ่าและแขวนคอสองพนักงานการไฟฟ้าที่ติดโปสเตอร์ประท้วงการกลับมาของพระถนอม ผู้ชุมนุมที่กรุงเทพฯ ได้ทำการแสดงละครล้อเพื่อประท้วงการสังหารโหดพนักงานการไฟฟ้าครั้งนี้ ทว่าละครที่แสดงนั้นกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความโหดร้าย ได้มีผู้นำภาพการแสดงละครล้อนั้นเผยแพร่และทำการปลุกระดมว่าผู้ชุมนุมจงใจที่จะทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและต้องการทำลายสถาบันอันเป็นที่เคารพยิ่ง มีการถกเถียงกันต่างๆ นานาว่าภาพนี้มีการตัดต่อหรือไม่ และหากมีการตัดต่อใครเป็นคนทำ

 

ไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร ท้ายที่สุดแล้วภาพเจ้าปัญหานี้ก็นำไปสู่การนองเลือด จดหมายฉบับนี้ผมคงจะไม่พูดถึง 6 ตุลาในแง่ประวัติศาสตร์เพราะคงมีคนพูดถึงกันมากแล้ว อีกทั้งผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งโดยตรงและโดยอ้อมคงจะพูดถึงเรื่องราวต่างๆ ได้ดีกว่าผม เพราะผมเกิดหลังจากเหตุการณ์นั้น 8 ปี

 

อย่างไรก็ดี ภาพบางภาพที่ผมได้เห็นเมื่อสองสามวันก่อนระหว่างที่กำลังศึกษาต่อที่ประเทศอินเดียนี้ได้จุดประกายให้ผมเขียนจดหมายฉบับนี้ขึ้นมา

 

                2 ตุลาคมเป็นวันคล้ายวันเกิดของคานธี ผู้นำการต่อสู้คนสำคัญคนหนึ่งของอินเดียที่ต่อสู้เพื่อเอกราชจากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษจนได้รับการยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของประเทศ วันเกิดของเขากลายเป็นวันหยุดประจำชาติและใบหน้าของเขาก็ได้ถูกพิมพ์ลงในธนบัตรทุกราคาที่ใช้ในประเทศนี้

 

จากตรงนี้คงไม่ต้องบอกว่าสำหรับสังคมอินเดียเขาได้รับการยกย่องมากแค่ไหน แต่เนื่องจากคานธีเป็นผู้มีหัวอนุรักษ์นิยมเชิงศาสนาและเชื่อมั่นในระบบวรรณะ กลุ่มคนชั้นล่างกลุ่มหนึ่งจึงไม่ค่อยชอบใจนโยบายที่อิงศาสนาและมองสังคมผ่านแว่นระบบวรรณะของคานธีนัก

 

เมื่อวันที่ 2 ที่ผ่านมาขณะไปซื้อข้าวที่แคนทีนผมได้เห็นภาพโปสเตอร์ภาพหนึ่งของกลุ่มนักเรียนที่มาจากวรรณะระดับล่างเชิญชวนให้ไปร่วมฟังการเสวนาในหัวข้อ คานธีกับความรุนแรงที่มีต่อคนวรรณะล่างบนโปสเตอร์มีภาพตัดต่อเอาหน้าคานธีไปวางบนร่างของแรมโบ้กล้ามใหญ่ถือปืนกระบอกโต

 

ที่ร่ายยาวมานี้ดูเหมือนว่ามันไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเหตุการณ์ 6 ตุลาเลย แน่นอนว่าคานธีนั้นไม่ได้เกี่ยวอะไรกับ 6 ตุลา แต่สิ่งที่ผมกำลังจะสื่ออยู่ตรงที่การเปรียบเทียบความเหมือนกันในเหตุการณ์ (ภาพตัดต่อ) กับผลลัพธ์ที่แตกต่างระหว่างที่อินเดียกับไทย

 

                สำหรับอินเดียคนอินเดียโดยส่วนใหญ่มองคานธีอย่างศรัทธาและชื่นชม ทว่าเมื่อกลุ่มนักศึกษาที่มีความเห็นต่างทำการติดโปสเตอร์ที่ตัดต่อรูปของคานธีกับแรมโบ้ กลุ่มผู้ที่สนับสนุนคานธีกลับไม่มีการดำเนินการต่อต้านที่รุนแรง ไม่มีการใช้กำลังเข้าทำร้ายผู้ติดโปสเตอร์หรือเข้าไปทลายการเสวนาของกลุ่ม ตรงจุดนี้นี่เองที่แสดงถึงเสรีภาพในการแสดงออกและการยอมรับความแตกต่างอย่างสันติ  สิ่งที่ผู้สนับสนุนคานธีทำคือการติดโปสเตอร์หรือการจัดเสวนาตอบโต้เท่านั้นซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งปกติตามระบบประชาธิปไตย ไม่มีการก้าวล่วงไปสู่การใช้กำลังใดๆ ทั้งสิ้น 

 

สิ่งนี้แหละที่สังคมไทยยังขาดไปนั่นคือ การยอมรับความเห็นต่างและเสรีภาพในการแสดงออก แม้ว่าในมุมหนึ่งอินเดียอาจดูเป็นสังคมที่ปิดกว่าไทยด้วยปัจจัยด้านศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่นการแต่งกายที่นี่ผู้หญิงดูจะแต่งกายมิดชิดกว่าผู้หญิงไทยหรือด้านความเป็นเมืองและความเจริญทางวัตถุที่อินเดียดูจะล้าหลัง ทว่าด้านสิทธิเสรีภาพและการเคารพในความเห็นต่างทางการเมืองเราดูจะล้าหลังกว่าเขาหลายขุม

 

การที่ภาพล้อเลียนคานธีไม่นำไปสู่เหตุการณ์ 2 ตุลาที่นี่ ขณะที่ในไทยภาพละครล้อจากการชุมนุมได้นำไปสู้การเข่นฆ่าที่ทารุณจากน้ำมือของผู้ที่ปวารณาตนว่าเป็นชาวพุทธผู้มีเมตตาโดยมีสถานที่สำคัญทางศาสนาพุทธเป็นฉากหลังเหตุการณ์ที่มีจุดเริ่มต้นเหมือนกันนี้กลับมีจุดจบที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง

 

                6 ตุลาในแง่หนึ่งคือประวัติศาสตร์ที่จบไปแล้ว แต่หากเรามองอีกมุมหนึ่ง 6 ตุลาก็ยังคงเกิดขึ้นวนเวียนอยู่บ่อยๆ หลายครั้งหลายคราการแสดงความเห็นต่างได้จบลงด้วยความรุนแรงแม้จะไม่เท่าระดับ 6 ตุลา นั่นไม่ได้หมายความว่าเหตุการณ์รูปแบบเดียวกันจะไม่เกิดขึ้นอีก

 

ด้วยสถานการณ์ทางการเมืองไทยที่กำลังเข้มขึ้นทุกขณะในปัจจุบันนี้ถ้าสังคมไทยยังไม่ยอมรับความต่างอย่างสันติ เหตุการณ์ 6 ตุลาอาจหวนคืนมาอีกในเวอร์ชันที่รุนแรงกว่าก็เป็นไปได้

 

สุดท้ายนี้ ผมคงขอร่วมไว้อาลัยให้กับเหยื่อ 6 ตุลารวมไปถึงผู้ถูกปราบปรามและสังหารโดยไร้ความอยุติธรรมทุกท่าน และขอเป็นกำลังใจให้กับผู้ที่สูญเสียคนรัก  ผู้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 6 ตุลารวมไปถึงเหตุการณ์รุนแรงอื่นๆ และผู้ที่กำลังตกเป็นจำเลยสังคมเพียงเพราะความเห็นต่างทุกท่านครับ

 

หวังว่าฝันร้ายเมื่อปี 2519 คงจะไม่หวนกลับมาหลอกหลอนสังคมไทยอีกคราหนึ่ง

 

 

                                                                                              ด้วยจิตคารวะ

                                                                                           อานนท์ ชวาลาวัณย์

                  New Delhi, Republic of India

 

  

 

edit @ 6 Oct 2009 12:31:30 by deo.mag

edit @ 6 Oct 2009 12:56:24 by deo.mag

edit @ 6 Oct 2009 13:20:21 by deo.mag

edit @ 6 Oct 2009 14:29:49 by deo.mag

วันที่ไม่มีรถ (เหรอ)

posted on 22 Sep 2009 13:02 by deomagazine  in EarthFriendlyLivings


 

                เช้าวันนี้เป็นวันที่ผมตั้งใจเอาไว้ว่า ไม่ว่าสภาพอากาศจะเป็นเช่นไร อาจเป็นฝนรับอรุณ หรือแดดนรกแผดในเมืองกรุง หัวเด็ดตีนขาด ผมก็จะปั่นจักรยานไปให้ได้

 

                อาจจะเป็นเพราะดวงจิตส่วนหนึ่งยึดติดกับคำเสร่อที่บ้าเห่อตามกระแสอย่าง “Car Free Day” ก็เป็นได้  แต่ก็พยายามบอกตัวเองว่า มันก็แค่อีกวันหนึ่งที่ผ่านไป โดยไม่ต้องขับรถ เมื่อวานหรือวันก่อน ผมก็ปั่นจักรยานไปทำงานเหมือนกัน

 

          เหมือนทุกวันก่อนหน้า Car Free Day ปริมาณรถยนต์บนท้องถนนไม่ได้ลดจำนวนลงไปเลย ผมยังคงต้องออกแรงปั่นและฟอกปอดด้วยควันจากท่อไอเสียจำนวนมากอยู่เหมือนเดิม

 

                22 กันยายน เป็นวันรณรงค์ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวของสากลโลก เริ่มมีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1958 โน่น ในประเทศที่ขึ้นชื่อว่าผลิตมลพิษมากที่สุดในจักรวาลอย่างอเมริกา (ตอนนี้ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่ามีมนุษย์ต่างดาว ยกเว้นว่า District 9 สร้างจากเรื่องจริง)

 

                ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวในยุคนั้นก็เป็นเหมือนการตื่นตระหนกตกใจในวิกฤติพลังงาน (ไม่ใช่วิกฤติสิ่งแวดล้อม) ของฝรั่ง เลยต้องมีการปั่นกระแสลดการใช้พลังงานลง โชคดีที่ กระแส แบบฝรั่งเขา เอาจริงไม่ปาหี่เหมือนแลนด์ออฟสไมล์

 

                ส่วนในเรื่องของช่วงเวลาและวันที่นั้นก็กระจายๆ กันไปตามพื้นที่ประเทศต่างๆ แล้วแต่ว่ากระแสตื่นเขียวจะเป็นผุดใบอ่อนที่ไหน แต่มายึดกันเป็นสากลในวันที่ 22 กันยายน หลังยุค Y2K ปี ค.ศ.2000 นี่เอง

 

                หลังจากยุคฟองสบู่แตกเมื่อสิบปีก่อน เมื่อโลกเริ่มฟื้นตัวจากวิกฤติดการเศรษฐกิจ คลื่นการพัฒนาทางด้านวัตถุกลับมาอีกครั้ง คราวนี้ผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมเริ่มปรากฏกายให้เห็นทีละน้อย ทั้งภัยธรรมชาติที่เพิ่มดีกรีความคลั่งขึ้น ทั้งพายุเฮอริเคน และคลื่อนยักษ์สึนามิ ทำให้คน บางส่วน เริ่มตระหนักถึงเส้นทางตามรอยเท้าที่มนุษยชาติก้าวไปว่าเหยียบย่ำลงบนสิ่งใดบ้าง

 

                ช่วงกลางทศวรรษแรกหลังปี ค.ศ.2000 จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการรณรงค์ทางด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกันอย่างจริงจัง (ของคนบางกลุ่ม ในขณะที่บางกลุ่ม.......ช่างมันเถอะ!)

 

คำว่า โลกร้อน หรือ รักสิ่งแวดล้อม กลายเป็นเรื่องตลก หลังจากที่กลายเป็นกระแสให้กลุ่มนายทุนทั้งไทยและเทศ หัวทองและดำ รวมถึงชนชั้นกลางเอาสีเขียวสังเคราะห์มาฉาบทาตัวเพื่อเสริมบารมีรักษ์โลกจอมปลอม (บางทีภาพสีเขียวอาจช่วยลดภาษีก็ได้นะ)

 

          การรณรงค์ให้คนไทยมีความคิดและการกระทำร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพนั้น สามารถทำได้อย่างดีเยี่ยมยอดในวันสำคัญอื่นๆ  แต่กับเรื่องสิ่งแวดล้อมแล้วนั้น กลับกลายเป็นเพียงกระแสตื้นๆ ที่พ่ายแพ้ศิโรราบให้กับวิถีชีวิตที่ (มัก) ง่ายๆ แบบคนไทย

 

                แม้จะมีถ้อยคำจากชนชั้นปกครอง และชนกลุ่มนำว่ามีการรณรงค์อยู่อย่างต่อเนื่องถึงการลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล หันมาใช้ระบบขนส่งมวลชน (ที่พึ่งพาได้? และพวกเขาก็ไม่เคยได้ย่างกรายขึ้นรถเมล์ โดยเฉพาะสาย 8) รวมถึงเตรียมที่จะเข็นโครงการงดการขับรถสัปดาห์ละหนึ่งวัน ...และแล้วทุกอย่างก็จะหายไปพร้อมกับกลิ่นเรอที่เหม็นเปรี้ยว

 

                ...และสีเขียวที่เลอะมือพวกเขา...

 

 

 

เครดิตภาพ: จาก hi5 ร้านกางแปลง

 

 

 

 

 

ทราบข่าวจากมัลติพลายคุณ Akavit

http://akavit.multiply.com/calendar/item/10211

 

 

 

 

 

จากการโทรสอบถาม ทางร้านแจ้งว่า

บัตรราคา 100 บาท มีขายหน้างาน และมีซีดีแพลทตินั่มแจกด้วย

วงเปิดเล่นประมาณ 2 ทุ่มกว่าๆ เล่นจริงราว 4 ทุ่ม

แต่ควรมาแต่เนิ่นๆ เพื่อหาที่นั่งจ้ะ

 

จึงเรียนมาเพื่อทราบ

 

 

ข้อมูลเพิ่มเิติมขอเชิญที่

http://kangplang.hi5.com/friend/p185177520--kangplang--html?reissue=true